ช่วงแรก ๆ มีเพียงคนที่เดินผ่านหน้าบ้านม่อเฉิงเฉิงเท่านั้นที่เผลอลดฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
แววตาของพวกเขาเผยความรู้สึกแปลก ๆ ทำให้ม่อเฉิงเฉิงระแวดระวังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ไม่นานก็เริ่มมีคนลองเข้ามาใกล้
คนแรกที่รวบรวมความกล้ามาเคาะประตูบ้านม่อเฉิงเฉิงคือโจวหลี่
เขาถือผักป่าตากแห้งมาหนึ่งกำ ในช่วงที่อาหารเก่ากำลังจะหมด แต่อาหารใหม่ยังไม่ทันเก็บเกี่ยว ของสิ่งนี้นับว่ามีค่ามาก
เขายืนลังเลอยู่หน้าบ้านม่อเฉิงเฉิงเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ยื่นมือไปกดกริ่ง
ม่อเฉิงเฉิงเปิดประตู มองโจวหลี่ที่ยืนกระสับกระส่ายอยู่นอกบ้าน รูปร่างผอมซูบยิ่งกว่าก่อนเกิดภัยหนาวจัด แล้วเลิกคิ้วขึ้น
“คุณหนูม่อ...คุณหนูม่อ” เสียงของโจวหลี่แหบแห้งเล็กน้อย
“ขอบคุณ...ขอบคุณที่ช่วยชีวิตผมไว้ก่อนหน้านี้ แล้วก็...นี่ครับ เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้มีค่ามากอะไร” เขายื่นผักป่าที่แห้งกรอบไปให้ ไม่กล้าสบตากับม่อเฉิงเฉิง
ม่อเฉิงเฉิงเหลือบมองผักพวกนั้น ไม่ได้ยื่นมือไปรับ เพียงพูดเรียบ ๆ ว่า “ไม่ต้องหรอก ตอนนั้นฉันแค่ช่วยไปตามเรื่อง เอากลับไปเถอะ”
มือของโจวหลี่ชะงักค้างกลางอากาศ สีหน้าเผยความกระอักกระอ่วนวูบหนึ่ง แต่ที่มากกว่านั้นคือสีหน้าประมาณว่า ‘คิดไว้แล้วเชียว’
เขาชักมือกลับอย่างเก้อเขิน แต่ไม่ได้จากไปทันที กลับลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามเสียงเบา
“คุณหนูม่อ คุณคิดว่า...ที่ดินพวกนี้ยังปลูกอะไรได้ไหมครับ? ผมหมายถึง หลังผ่านทั้งอากาศร้อนจัดและหนาวจัด ดินจะมีปัญหาหรือเปล่า? พวกเรา...อยากลองปลูกอะไรสักอย่างดูครับ”
