ทุกคนต่างรอคอยเวลาเที่ยงวัน
เมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน ค่ายกลทั้งหมดจะเริ่มทำงาน
สิบขุมกำลังใหญ่จะได้เข้าไปสำรวจในสมบัติลับของจอมปราชญ์พร้อมกัน
……
ด้านหน้าดินแดนสิริมงคลตงหยวน
สือเจิงเดินมาข้างหน้าหลินฉางเกอ ยิ้มพลางแนะนำเหล่ายอดอัจฉริยะที่ตนคัดเลือกมาให้เขารู้จัก
แน่นอนว่า ย่อมแนะนำเพียงคนสำคัญเท่านั้น ส่วนคนอื่นไม่มีความจำเป็นมากนัก
“บุตรอริยะ ท่านนี้คือชางเฉิน พรสวรรค์ก็ไม่เลว ก่อนที่ท่านจะมา เขาเป็นยอดอัจฉริยะของดินแดนสิริมงคลเราเป็นรองเพียงเสวียนชิงยวียนเท่านั้น”
หลินฉางเกอฟังคำสือเจิงแล้วหันไปมองชางเฉินแวบหนึ่ง
เขาพอจำได้ ตอนทดสอบพลังโจมตี เสวียนชิงยวียนเป็นที่หนึ่ง ชางเฉินเป็นที่สอง
เมื่อดูจากด้านนี้ ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง
เมื่อเห็นหลินฉางเกอมองมา ชางเฉินก็พยักหน้า สีหน้าไม่แสดงอารมณ์มากนัก คล้ายทำตามหน้าที่
สือเจิงไม่พอใจนัก “เหตุใดเจ้าจึงไร้มารยาทต่อบุตรอริยะเช่นนี้”
ชางเฉินตอบเสียงแข็ง “ตอนที่กำหนดตำแหน่งบุตรอริยะ ข้าปิดด่านฝึกฝนจึงไม่ได้เข้าร่วม ตำแหน่งจึงตกเป็นของผู้อื่น หากนับตามพรสวรรค์ ข้าก็มีคุณสมบัติช่วงชิงตำแหน่งบุตรอริยะได้”
สือเจิงได้ฟังก็โกรธยิ่ง กำลังจะระเบิดอารมณ์ หลินฉางเกอกลับยิ้มและกดเขาไว้ “เราต่างก็เป็นคนหนุ่มสาว มีนิสัย มีอารมณ์กันบ้าง เป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องตำหนิมากเกินไป”
ทว่าชางเฉินกลับไม่รู้สึกขอบคุณหลินฉางเกอเลย ซ้ำยังแสดงท่าทีเย็นชายิ่งขึ้น
เวลานี้ เสวียนชิงยวียนก้าวเท้าเดินเข้ามา
การปรากฏตัวของนางทำให้เหล่ายอดอัจฉริยะทั่วทั้งลานตาเป็นประกาย พลังปราณในบริเวณรอบคล้ายถูกนางชักนำ แม้แต่สายลมยังอ่อนโยนขึ้น
วันนี้เสวียนชิงยวียนสวมกระโปรงสีขาวเรียบง่าย รูปร่างบอบบางสูงโปร่ง ผิวขาวกระจ่างดุจหยก คิ้วตาสว่างสดใส จมูกงามริมฝีปากบาง ไม่ใช่สตรีธรรมดาที่ขี้อาย
แต่เมื่อแววตากวาดผ่านหลินฉางเกอโดยไม่ตั้งใจ ใบหูกลับแดงระเรื่อบางเบาอย่างไม่รู้ตัว แววตาฉายแววเขินอายที่จับสังเกตได้ยาก ความแตกต่างนั้นยิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนหลงใหล
