เหนียนชูจิ่วกำหมัดแน่น อดทน!
สะกดกลั้นโทสะที่แทบทะลวงอกจากอกลงไปอย่างสุดกำลัง แม้น้ำเสียงยังจงใจอ่อนลงหลายส่วน
“ท่านต้องการให้เกี้ยวสีชมพูหามข้าจากประตูหลังจวนโหวเข้าไป” เหนียนชูจิ่วมองกู้เจียงจือ กล่าวอย่างเชื่องช้า “เช่นนั้นข้าจะไม่นำสินสอดติดตัวมาแม้แต่ตำลึงเดียว”
นางเว้นช่วง แต่ละคำหนักแน่นชัดเจน “จากนี้ไป ท่านเลี้ยงดูข้า!”
กู้เจียงจือตะลึงงัน นึกถึงที่นางกล่าวว่า “ตระกูลกู้ของท่านก็แค่เล็งเห็นสินสอดอันมั่งคั่งของตระกูลข้า”
ดูแคลนผู้ใดกัน!
เขาจะให้นางรู้ว่า เขาจริงใจต่อนาง! การมิอาจให้นางเป็นภรรยาเอกได้ ล้วนเพื่อคำนึงถึงการใหญ่
หาใช่เรื่องสินสอดแต่อย่างใด!
คิดได้ดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น ตอบรับเสียงดัง “ตกลง! ข้าจะรีบกลับไปรายงานท่านแม่เดี๋ยวนี้”
“หมิงเยวี่ย ส่งคุณชายกู้ออกไป” เหนียนชูจิ่วเบือนกายลงเล็กน้อย ไม่มองเขาอีก เพียงใช้ปลายนิ้วแตะหางตาเบาที่สุด
แสงฟ้าสลัว ส่องดวงตาคู่ของนางให้ดำทะมึนจนมิอาจอ่านอารมณ์ได้
กู้เจียงจือยังอยากกล่าวปลอบโยนอีกสักสองสามคำ หมิงเยวี่ยก็ก้าวเบาๆ ขึ้นมาข้างหน้า บังอยู่ระหว่างเขากับเหนียนชูจิ่ว ก้มศีรษะกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “คุณชายกู้ เชิญ”
เขาทำหน้ากระอักกระอ่วน มองร่างอรชรเดียวดายแข็งขืนของเหนียนชูจิ่วอีกครั้ง ประสานมือคารวะ “คุณหนูเหนียน ข้าไม่มีวันผิดคำสัญญาต่อท่าน”
“ครืน!” เสียงฟ้าผ่าดังก้องเหนือเรือนเล็ก สายฟ้าสีขาวน่าสยดสยองผ่าสว่างวาบไปทั่วฟ้าดิน และยังเผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่ไร้ความไหวติงของเหนียนชูจิ่ว
กู้เจียงจือสะดุ้งโหยงเพราะเสียงฟ้าผ่า ยังมิทันรู้ว่าคุณหนูเหนียนได้ยินคำพูดของเขาเมื่อครู่หรือไม่
ฝนตกกระหน่ำ
มิทันได้คิดมาก เขาก็ถูกหมิงเยวี่ยเร่งออกจากประตูเรือนไป
แม้แต่ร่มสักคันก็ไม่ให้เขา!
หมิงเยวี่ยปิดประตูดังปัง กางร่มน้ำมันขึ้นเหนือศีรษะตน
กล้าให้คุณหนูเราเป็นอนุภรรยา ยังจะมีหน้าอะไรมาร่มอีก! ชิ!
นางย้อนกลับไปยังเรือนโถง เห็นคุณหนูนั่งครุ่นคิดอยู่ลำพังผู้เดียว จึงถามอย่างระมัดระวัง “คุณหนูจะให้คุณชายกู้เป็นอนุภรรยาจริงๆ หรือเจ้าคะ” กล่าวจบก็เสริม “ท่านย่าผู้เฒ่าและท่านนายหญิงต้องเป็นห่วงเป็นแน่ คุณหนูอย่าได้สับสนเชียว”
เหนียนชูจิ่วเงยหน้าตอบนาง “แผนถ่วงเวลา”
หมิงเยวี่ยรู้สึกว่าหัวใจที่ลอยค้างลงมาจนถึงที่ กลับไปด่ากู้เจียงจือในใจอีกยกหนึ่ง
นางเป็นบ่าวรับใช้ใกล้ชิดของคุณหนูมาตั้งแต่เล็ก ความผูกพันหาได้ธรรมดาไม่ ตามกฎแล้ว คุณหนูออกเรือน นางก็จะเป็นสินสอดติดตัวอันดับแรก
คุณหนูไปไหน นางก็ไปที่นั่น
นางก็ถือว่ากู้เจียงจือเป็นนายท่านอนาคต เคารพและปรนนิบัติมาเนิ่นนาน กระทั่งคิดเงียบๆ มาแล้วหลายครั้งหลายคราว่าเบื้องหน้าจะอยู่ปรนนิบัติอย่างกลมเกลียวระหว่างคุณหนูกับนายท่านอย่างไร จะช่วยคุณหนูดูแลกิจการภายในเรือนอย่างไร
ใครจะคาดคิด พอถึงคราวเข้าจริง กลับอัปยศถึงเพียงนี้!
เหนียนชูจิ่วนั่งนิ่งบนเก้าอี้ครู่ใหญ่ สางเรื่องราวทั้งปวง
เงามืดจากชาติก่อนปกคลุมในใจ นางไม่รู้ตัวว่าเหงื่อชุ่มไปทั้งร่าง หัวใจก็เต้นระรัวอย่างควบคุมมิได้
คนหลายสิบชีวิต ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย นางยังคงหวาดกลัวเกินไปนัก!
“คุณหนู นายท่านหนึ่ง นายท่านสอง นายท่านสามมาเจ้าค่ะ”
หมิงเยวี่ยกล่าวจบ เหนียนชูจิ่วก็เห็นบิดาเหนียนเหวยชิ่งกับคนอื่นๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
เหนียนเหวยชิ่งสวมเสื้อแพรยาวสีน้ำเงินคราม สะพายหยกมรกต วางท่าเป็นผู้ใหญ่คุมเรือน “เจียวเจียวเอ๋อ เจ้ากู้เจียงจือแสดงท่าทีเช่นไรกันแน่”
ยังไม่ทันให้เหนียนชูจิ่วตอบ อาสองเหนียนเหวยจิ่งที่ตามมาติดๆ ก็แย่งพูดขึ้น “ยังจะมีท่าทีอะไรได้อีก! รังแกที่ตระกูลเหนียนเราพึ่งพาเส้นสายในเมืองหลวงไม่ได้ ไร้ยางอายสิ้นดี!”
อาสามเหนียนเหวยตงนั้นสวมชุดฟ้าเรียบง่าย แขนเสื้อเปื้อนรอยหมึก ดูเป็นคนอักษรผ่ายผอม “งานแต่งครั้งนี้ไม่ได้เรื่องก็ช่างไปเถอะ เราไม่เห็นแก่”
“ท่านพ่อ อาสอง อาสาม นั่งสนทนากันก่อน” เหนียนชูจิ่วคารวะตามลำดับ แล้วสั่งหมิงเยวี่ยยกน้ำชา จึงเดินไปยืนริมล่างของที่นั่งหลัก ครุ่นคิดพักหนึ่ง จึงเปิดประเด็นตรงๆ “ท่านพ่อ อาสอง อาสาม ตระกูลเหนียนใกล้เคราะห์ใหญ่เข้าแล้ว…”
นางเล่าถึงแผนการของตระกูลกู้ ถอนการรับรอง ขับไล่ ใส่ความ… ทุกคำพูด สายตาของเหนียนเหวยชิ่งกับคนอื่นๆ ก็ดำลึกลงหนึ่งส่วน
“เป็นไปไม่ได้กระมัง” เหนียนเหวยชิ่งครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย “จะไม่เกรงกฎหมายบ้านเมืองบ้างหรือ”
“เมื่อครู่กู้เจียงจือพูดเช่นนี้” เหนียนชูจิ่วเอียงหน้ามอง “ไม่เชื่อถามหมิงเยวี่ย”
หมิงเยวี่ยฉงน นี่มิใช่คุณหนูเป็นคนพูดเองหรือ คุณชายกู้ยังร้องว่าถูกใส่ร้ายเลย แต่คุณหนูว่าเป็นคุณชายกู้พูด ก็ต้องเป็นคุณชายกู้พูดแน่
นางพยักหน้า “คุณชายกู้พูดเช่นนั้นจริงๆ เจ้าค่ะ”
เหนียนชูจิ่วต้องโน้มน้าวผู้หลักผู้ใหญ่ให้เชื่อนางสุดใจ “ตระกูลกู้เพิ่งได้รับบรรดาศักดิ์โหวใหม่ หากจะบีบคั้นพ่อค้าอย่างพวกเรา ง่ายกว่าการบดมดสักเท่าใด”
ในเวลาเดียวกัน จวนโหวหย่งจง จินชื่อร้อนใจรออยู่ในเรือนในเนิ่นนานแล้ว
ทราบว่ากู้เจียงจือกลับมา รีบให้คนเรียกบุตรชายมาเบื้องหน้า ถามอย่างร้อนรน “เป็นอย่างไรบ้าง อีหนูนั่นแห่งตระกูลเหนียนยอมรับปากหรือไม่”
กู้เจียงจือเปลี่ยนชุดแห้งมาแล้ว ผมยังเปียกชื้นแปะอยู่ที่ขมับ
เขาหยิบถ้วยรินน้ำเย็นบนโต๊ะมาดื่มรวดเดียวจนหมด มีสีหน้ายินดี “คุณหนูเหนียนยอมเป็นอนุภรรยา”
จินชื่อได้ยิน อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเหยียดหยัน
นางนึกว่าตระกูลเหนียนจะหยิ่งทรนงสักเพียงไหน! บัดนี้ตระกูลกู้นางสูงศักดิ์เป็นจวนโหว อีเหนียนชูจิ่วนั่นถึงต้องคลานก็ต้องคลานเข้ามาสู่เรือนใหญ่อันสูงส่งนี้
เสียแรงนางอุตส่าห์ใช้ความคิดหาหนทางมากมายที่จะควบคุมตระกูลเหนียนให้ยอมสยบ บัดนี้ดูแล้วกลับไม่จำเป็นต้องใช้
ลมหายใจโล่งอกของจินชื่อยังไม่ทันได้ปล่อยเต็ม ก็ได้ยินบุตรชายกล่าวอีกหนึ่งประโยค ราวฟ้าผ่านอกหน้าต่างฟาดใส่หู “คุณหนูเหนียนว่าไม่นำสินสอดเข้าจวนแม้แต่ตำลึงเดียว”
น้ำเย็นที่เพิ่งจิบเข้าปากของจินชื่อสำลักพรวดพราดขึ้นมาที่คอ ไอจนหน้าแดง
กู้เจียงจือรีบเข้าไปลูบอกให้มารดาหายใจสะดวก ยังพูดจ้อไม่หยุด “คุณหนูเหนียนก็ดูถูกตระกูลกู้เราเกินไปแล้ว นางกลับนึกว่าเราเล็งสินสอดของตระกูลเหนียน”
“ข้าจะให้นางรู้ว่า ต่อให้ไม่มีสินสอด ใจที่ข้ามีต่อนางก็เหมือนเดิม ข้า…”
“หุบปาก!” จินชื่อสะบัดมือบุตรชายออกอย่างแรง เสียงดังขึ้นทันที แหลมปรี๊ด “ไม่มีสินสอด นางจะเอาหน้าที่ไหนข้ามธรณีประตูจวนโหวของเรามา!”
กู้เจียงจือถูกตวาดจนชะงักอยู่กับที่ ตะลึงมองใบบิดเบี้ยวของมารดา “ท่านแม่ ท่าน ท่านบอกว่าขอเพียงข้าแต่งคุณหนูตระกูลหลู ก็ให้ข้าต้อนรับคุณหนูเหนียนเข้าร่วมเรือนมิใช่หรือ”
“โง่!” จินชื่อแทบจะกัดฟันเค้นสองคำนี้ออกมา
กู้เจียงจือร้อนใจ “ท่านแม่ ท่านรู้ว่าข้าชอบพอคุณหนูเหนียน!”
“ชอบพอ ชอบพอค่าเงินได้กี่ตำลึง” จินมารดาถ่มน้ำลายใส่เขา มองใบหน้าบุตรชายที่ซีดขาวลงฉับพลัน จงใจลดเสียงต่ำลงมาก “ตระกูลกู้เรามีแต่โครงจวนโหวเปล่าๆ จากหน้าจวนถึงคลังสมบัติ ล้วนเป็นรูโหว่!”
นางชี้ไปที่ผนังทั้งสี่อันด่างพร้อยในเรือน “ถ้าไม่มีเงินทองแท้ๆ ของตระกูลเหนียนยัดเข้ามา จวนโหวเราแม้แต่รถม้าสักคันก็ซื้อหาไม่ได้! เจ้าโง่เอ๋ย เจ้าไม่เคยดูแลเรือน ก็ย่อมไม่รู้ว่าฟืนข้าวแพงสักแค่ไหน!”
กู้เจียงจือพึมพำโดยไม่รู้ตัว “แต่ฮ่องเต้เพิ่งพระราชทานบรรดาศักดิ์และที่ดินมา เหตุใดจึง…”
“บรรดาศักดิ์ ที่ดิน” จินชื่อเหมือนได้ฟังเรื่องตลกพิลึก “บรรดาศักด์นั่นเคี้ยวออกมาเป็นข้าวได้ หรือบีบออกมาเป็นน้ำมันได้ ที่ดินไม่กี่ร้อยหมู่ชานเมืองนั่น ซื้อเมล็ดพันธุ์ต้องใช้เงินหรือไม่ จ้างคนทำไร่ต้องใช้เงินหรือไม่”
นิ้วมือนางเกือบทิ่มไปที่หน้าผากกู้เจียงจือ “ลูกข้าเอ๋ย ฮ่องเต้พระราชทานคือชื่อเสียง คือหน้าตา!”
ในเมืองหลวงมีคำกล่าวว่า ต้นไม้ต้นหนึ่งล้มทับคนสิบคน เก้าคนเป็นโหว ที่เหลืออีกคนเป็นปั๋ว
แคว้นเยี่ยนเพิ่งตั้ง ราชวงศ์ใหม่ยากจน สำหรับผู้มีผลงานติดตามปฐมกษัตริย์ ฮ่องเต้พระราชทานได้เพียงตำแหน่งลอยๆ และที่ดิน แต่ไม่มีเงินให้
ด้วยเหตุนี้ ในเมืองหลวงจึงเต็มไปด้วยขุนนางใหม่ผู้ยากจน โดยเฉพาะตระกูลกู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นโหว ยิ่งพูดยาก
หนึ่งเพราะกู้หยูอิงอาหญิงของกู้เจียงจือ ถูกขายไปเป็นบ่าวรับใช้ในตระกูลตงหลี่แต่ยังสาว แต่แล้วพลาดพลั้งปีนขึ้นเตียงกลายเป็นสาวใช้ในเรือน และพลาดพลั้งอีกครั้งกลายเป็นพระสนมในปัจจุบัน
สองเพราะกู้เย่าจู่ปู่ของกู้เจียงจือ วันหนึ่งถวายโสมร้อยปีแก่ตงหลี่จิ้ง แต่กลับเจอการลอบสังหารเข้าพอดี ท่ามกลางความโกลาหล เขาหลบหนีไม่ทัน และยังพอดีรับดาบแทนตงหลี่จิ้ง
เมื่อตงหลี่จิ้งได้เป็นฮ่องเต้แล้ว ย่อมต้องแต่งตั้งกู้เย่าจู่ที่รับดาบแทนเป็นโหว
ก็แค่ฟังแล้วรื่นหู อันที่จริงหาประโยชน์อันใดมิได้ นอกจากเรือนใหญ่นี้พออยู่อาศัยได้ ก็ยังคงยากจนเสียงดังกรุ๊งกริ่งอยู่เช่นเดิม
“ในจวนโหวหลังใหญ่ยักษ์ของพวกเรา มีบ่าวรับใช้รวมกันแค่สี่คน! ออกจะน่าขันสิ้นดี!” จินชื่อหอบหายใจแรง “ไม่มีเงิน ก็เดินไปไหนไม่ได้สักก้าว! อยากใช้ชีวิตสมบูรณ์พูนสุขสมฐานะ ยังห่างไกลนัก”