หากลู่เฟิงเหนียนต้องการได้รับความไว้วางใจจากว่านซงอย่างรวดเร็ว แค่ตบอกกล่าวคำมั่นย่อมได้ผลอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก
เขาต้องใช้การกระทำจริงพิสูจน์ตนเอง จึงจะได้รับความไว้วางใจจากว่านซง
ส่วนเตียวจื่อหลินก็คือโอกาสอันเหมาะเจาะ
วันหนึ่ง ว่านซงจัดงานเลี้ยงขึ้นอีกครั้ง ณ ที่พัก เชิญหัวหน้าสิบนายทั้งแปดใต้บังคับบัญชามาร่วมงาน
ลู่เฟิงเหนียนคลุกคลีกับคนเหล่านี้มาระยะหนึ่งแล้ว นับว่าคุ้นเคยกันดี อีกทั้งยังพอมีเรื่องให้พูดคุยร่วมกัน จึงนั่งล้อมวงสนทนาอย่างออกรส
เมื่อดื่มสุราไปได้ครึ่งหนึ่ง มีคนเอ่ยถึงเรื่องที่กองที่หนึ่งกับกองที่สี่ลงไม้ลงมือกันเมื่อวาน
คนหกคนจากกองที่สี่รุมคนสองคนจากกองที่หนึ่ง ทั้งมากกว่าทั้งยังมีจำนวนถึงสามเท่าของอีกฝ่าย ผลสุดท้ายกลับถูกซ้อมจนหัวร้างข้างแตก หนีกระเจิงอย่างน่าอนาถ
เรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนในที่นั้นคุ้นชินกันดี เพราะกองที่สามก็เคยถูกเล่นงานเช่นนี้มาแล้ว
พวกเขาไม่ทบทวนว่ากำลังรบของตนด้อยเพียงใด กลับด่าทอกองที่หนึ่งว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่เกรงกลัวผู้ใด
ทั้งยังด่าเตียวจื่อหลินว่าอาศัยพ่อตาหนุนหลังจึงกำเริบเสิบสาน ทำตัวโอหังไร้ขื่อแป
ทุกคนด่ากันอย่างเมามัน ลู่เฟิงเหนียนย่อมไม่อาจทำตัวแปลกแยก จึงร่วมวงด่าเตียวจื่อหลงกับเตียวจื่อหลินสองพี่น้องไปด้วย
โดยเฉพาะยามด่าเตียวจื่อหลิน ลู่เฟิงเหนียนส่งเสียงดังเป็นพิเศษ
เขาด่าว่าเตียวจื่อหลินดีแต่ก่อเรื่อง ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะมีลูกพี่ลูกน้องที่ดีคอยหนุนหลัง แท้จริงแล้วเป็นเพียงคนโง่เขลาไร้ความสามารถ
