ลู่เฟิงเหนียนพยักหน้า “ขอเพียงเหยื่อล่อมีมูลค่ามากพอ จ้าวเป่ยวั่งก็น่าจะติดกับ”
สวีพั่วซานถามต่อ “ตามความเห็นของเจ้า เหยื่อล่อเช่นไรจึงจะเรียกว่ามีมูลค่ามากพอ?”
ลู่เฟิงเหนียนยิ้มบาง “นี่แหละคือเหตุผลที่ข้ามาพบท่านผู้บังคับกองสวีในคืนนี้”
สวีพั่วซานขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่า ให้พวกเราเป็นฝ่ายจัดหาเหยื่อล่อหรือ?”
ลู่เฟิงเหนียนพยักหน้า “มีเพียงพวกท่านเท่านั้นที่จะล่อจ้าวเป่ยวั่งออกมาได้
ขอเพียงจ้าวเป่ยวั่งยอมออกมา หากเขาพากองทัพเจิ้นซีมาด้วย พวกเราก็จะโจมตีขนาบหน้าหลัง มอบการโจมตีถึงตายให้แก่เขาได้
หากเขาไม่พากองทัพเจิ้นซีมาด้วย รอจนกองกำลังหลักของเขาออกจากด่านสือหยาง พวกเราก็จะเข้าควบคุมด่านสือหยางได้โดยตรง
ไม่ว่าจ้าวเป่ยวั่งจะเลือกทางใด ด่านสือหยางย่อมต้องแตกพ่ายอย่างแน่นอน”
แววตาของสวีพั่วซานวูบไหว ก่อนจะตกอยู่ในห้วงครุ่นคิด
ราวสิบลมหายใจต่อมา เขาหัวเราะเย็นชา “จ่งปิงหลิวช่างวางแผนได้ดีนัก เรื่องที่เดิมเป็นหน้าที่ของตนเอง กลับผลักมาให้พวกเรารับผิดชอบ”
ลู่เฟิงเหนียนเตรียมคำตอบไว้แล้ว เขากล่าวเสียงขรึม “พวกท่านล้อมด่านสือหยางมานานเกือบสามปี คงฝังสายไว้ทั้งในด่านสือหยางแล้ว
น่าจะทราบด้วยว่า เมื่อไม่นานมานี้จ้าวเป่ยวั่งใช้มาตรการเด็ดขาดกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลและสาขาต่าง ๆ ในด่านสือหยาง สังหารผู้คนจนเลือดนอง
ภายนอกอ้างว่าจับกุมสายลับที่สมคบคิดกับต้าโจว แต่แท้จริงแล้ว คมดาบนี้มุ่งไปยังจ่งปิงของพวกเรา
