“โอหังนัก! ลู่เฟิงเหนียน เจ้ารนหาที่ตายแล้ว!”
เตียวจื่อหลินเดือดดาลขึ้นมาทันที กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วดังกรอบแกรบ
ดูจากท่าทางแล้ว เขาคงคิดจะลงมือประมือกันเดี๋ยวนั้น
ในจังหวะนี้เอง กองกำลังกลุ่มหนึ่งก็เร่งรุดมาถึง ผู้นำคือว่านซงกับสือหย่ง
ทันทีที่เตียวจื่อหลินเข้ามาในกองที่สาม ว่านซงก็ได้รับข่าวแล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้ปรากฏตัวในทันที หากซ่อนตัวอยู่ไกล ๆ เพื่อเฝ้าดูสถานการณ์
แม้เขาจะซ่อนตัวได้แนบเนียน ทว่าลู่เฟิงเหนียนมีสายตาและหูตาไวรอบด้าน ทุกการเคลื่อนไหวของเขาจึงอยู่ในความรับรู้ของลู่เฟิงเหนียนทั้งหมด
“เตียวจื่อหลิน เดี๋ยวนี้เจ้ายิ่งกำเริบเสิบสาน ถึงกับพาคนบุกเข้าค่ายของข้า แล้วยังคิดจะลงมืออีก ในสายตาเจ้ายังมีกฎระเบียบของกองทัพเหลืออยู่บ้างหรือไม่?” ว่านซงเอ่ยเสียงเย็นชาโดยไม่รอให้ยืนมั่นคง
เตียวจื่อหลินหันกลับมา มองว่านซงด้วยสีหน้าเหยียดหยาม “เจ้าอบรมลูกน้องไม่เป็น ข้าก็เลยมาสั่งสอนให้ มีปัญหาอะไรรึ?”
ว่านซงมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว “เตียวจื่อหลิน ที่นี่คือค่ายของข้า ข้าสั่งให้เจ้ารีบออกไปเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
“ไม่เกรงใจข้าหรือ?”
เตียวจื่อหลินหัวเราะลั่น “ดูท่าคราวก่อนเจ้าคงถูกสั่งสอนไม่พอสินะ!
ที่ลู่เฟิงเหนียนกล้าเอ่ยคำท้าทายข้า เป็นแผนของเจ้าใช่หรือไม่?
มาเลย เจ้าอยากทวงศักดิ์ศรีคืนไม่ใช่หรือ? ข้าจะเปิดโอกาสให้เดี๋ยวนี้ มีไม้เด็ดอะไรก็งัดออกมาให้หมด ข้ารับไว้เอง!
ข้าจะเหยียบเจ้าให้จมดินในค่ายของเจ้า ต่อหน้าลูกน้องของเจ้า ให้พวกมันเห็นว่าการติดตามหัวหน้าร้อยนายอย่างเจ้าไม่มีอนาคตเอาเสียเลย
