วันที่สิบ ยามวอกใกล้คล้อย
คนกลุ่มหนึ่งกว่าสิบคนย่ำไปตามทางบนเขา มุ่งหน้าไปยังป้อมสัญญาณที่อยู่ซ้ายสุดของเขาวั่งเยว่
ฝนละอองละเอียดราวเส้นขนวัวโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า คนเหล่านั้นต่างสวมเกราะหนัง เร่งฝีเท้าฝ่าทางบนเขาที่ขรุขระและลื่นโคลน
ผู้นำกลุ่มคือว่านซง
จางเสี่ยวซานซึ่งยืนเฝ้าระวังอยู่บนยอดเขา พอเห็นความเคลื่อนไหวของว่านซงและคนอื่น ๆ ก็รีบไปรายงานลู่เฟิงเหนียนทันที
ในที่สุดก็มาแล้วหรือ?
ลู่เฟิงเหนียนออกจากห้องทันที ก้าวฉับ ๆ ออกจากลานบ้าน ข้ามคูดิน แล้วมุ่งหน้าไปต้อนรับว่านซงและคนอื่น ๆ
เมื่อเห็นลู่เฟิงเหนียนออกมา ว่านซงก็หยุดฝีเท้า รอยยิ้มบาง ๆ ประดับบนใบหน้า “หัวหน้าสิบนายลู่ ลำบากแล้ว
คราวนี้ข้าได้รับคำสั่งให้ออกตรวจเขาวั่งเยว่ จึงตั้งใจนำสุราดี ๆ กับเนื้อแห้งมาฝากเจ้าและพี่น้องของเจ้า”
สิ้นเสียง ชายฉกรรจ์หลายคนที่อยู่ด้านหลังก็ก้าวออกมา บ้างแบกไหสุรา บ้างสะพายห่อสัมภาระ
ลู่เฟิงเหนียนกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก จากนั้นก็สั่งลู่หยางกับหยางต้าซู่ที่ตามออกมาให้ขนสุราและเนื้อเข้าไปในป้อมสัญญาณ
ต่อมาเขาประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “ปกติเรื่องตรวจตราเขาวั่งเยว่ มักมอบหมายให้หัวหน้าร้อยนายจัดการ ท่านใต้เท้าบัดนี้มีตำแหน่งถึงเชียนฮู่แล้ว แต่ยังมาทำเรื่องเช่นนี้ด้วยตนเอง
นับว่าทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน เป็นแบบอย่างให้พวกเราได้เรียนรู้”
ว่านซงยิ้มกว้าง พลางถอนใจ “เมื่อก่อนข้าเป็นคนตรวจตราเขาวั่งเยว่เองทั้งนั้น
