ว่านซงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้ากำลังสงสัยในการตัดสินใจของท่านจ่งปิงหรือ?”
สีหน้าลู่เฟิงเหนียนพลันเปลี่ยนไป รีบกล่าวว่า “ข้าน้อยมิกล้า! ข้าน้อยเพียงอยากกล่าวความในใจ หากมีสิ่งใดไม่เหมาะสม ขอท่านแม่ทัพโปรดอภัย”
ว่านซงจ้องลู่เฟิงเหนียนเขม็ง ผ่านไปถึงหกลมหายใจจึงเอ่ยเสียงเบา “ลองพูดมาก่อน”
ลู่เฟิงเหนียนกลืนน้ำลาย ก่อนกล่าวอย่างระมัดระวัง “ข้าน้อยขอบังอาจถามท่านแม่ทัพสักข้อ”
ว่านซงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ถามมา”
ลู่เฟิงเหนียนกระแอม “หากเป็นเมื่อก่อน แม่ทัพจ้าวยั่วยุท่านจ่งปิงเช่นนี้ ท่านจ่งปิงจะรับมืออย่างไร?”
ว่านซงครุ่นคิดเล็กน้อย “ย่อมโต้กลับสุดกำลัง”
ลู่เฟิงเหนียนกล่าวต่อ “เวลานี้แม่ทัพจ้าวสั่งให้กององครักษ์จวนแม่ทัพกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลและสาขาต่าง ๆ ในด่านสือหยาง มีความเป็นไปได้สูงว่ากำลังเพ่งเล็งท่านจ่งปิง
หากท่านจ่งปิงกลับเลือกอดกลั้นอย่างผิดวิสัย ความระแวงของแม่ทัพจ้าวอาจยิ่งเพิ่มขึ้น”
ได้ยินเช่นนั้น ว่านซงขมวดคิ้ว “เจ้าหมายถึงยิ่งปกปิดยิ่งเผยพิรุธ?”
ลู่เฟิงเหนียนพยักหน้า “ข้ามีลางสังหรณ์ว่า แม่ทัพจ้าวจู่ ๆ ก็ลงมือกับกลุ่มอิทธิพลและสาขาเหล่านี้ เพราะต้องการหยั่งเชิงท่านจ่งปิง
หากท่านจ่งปิงรับมือผิดปกติ ก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มความสงสัยให้แม่ทัพจ้าว”
สีหน้าว่านซงเคร่งขรึม เขานิ่งเงียบไป
ครู่ใหญ่จึงเอ่ยเสียงต่ำ “นี่เป็นเพียงข้อคาดเดาของเจ้า”
ลู่เฟิงเหนียนพยักหน้า “นี่เป็นเพียงข้อคาดเดาของข้าจริง ๆ แต่ไม่ว่าแม่ทัพจ้าวจะมีจุดประสงค์ใด การที่พวกเราเลือกอดกลั้นย่อมไม่ใช่วิธีรับมือที่ดี
