“ทำให้หัวหน้ามือปราบเย่ต้องลำบากแล้ว”
ลู่เฟิงเหนียนประสานมือกล่าวขอบคุณ
เย่เจิ้งถังส่ายหน้า “เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้า ข้ารับปากผู้อื่นไว้ ก็ย่อมต้องทำให้สำเร็จ
“ที่สำคัญ ตอนนี้กล่าวขอบคุณก็ยังเร็วไปหน่อย รอจัดการเรื่องยุ่งยากนี้ให้เจ้าเรียบร้อยก่อนค่อยขอบคุณก็ยังไม่สาย
“ชักช้าไม่ได้แล้ว พวกเรารีบออกเดินทางกันเถิด จะได้ไปถึงอำเภอชิงเหอแต่เนิ่น ๆ ไม่เปิดโอกาสให้ม่าฮุย”
……
ทางแคบจนม้าเดินลำบาก ลู่เฟิงเหนียนจึงติดตามอยู่ด้านหลังเย่เจิ้งถัง เร่งฝีเท้าฝ่าป่าลัดเลาะไปตามไหล่เขา
ทั้งสองไม่พูดจา ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้ดังกรอบแกรบกับเสียงหายใจแผ่วเบา
เดินไปได้ราวสามลี้ เย่เจิ้งถังเหลือบมองลู่เฟิงเหนียน ก่อนเร่งฝีเท้าขึ้นอย่างกะทันหัน พุ่งทะยานไปตามทางเล็กบนเขา
ลู่เฟิงเหนียนแม้จะสงสัย แต่ก็เร่งฝีเท้าตามไปติด ๆ
เย่เจิ้งถังยิ่งวิ่งก็ยิ่งเร็ว ความเร็วแทบจะไล่ทันม้าศึกที่ควบทะยาน
ลู่เฟิงเหนียนตามติดอยู่ด้านหลัง รักษาระยะห่างจากเขาไว้ราวสามฉื่อ
วิ่งไปข้างหน้ากว่าสิบลี้ เย่เจิ้งถังเริ่มหอบเล็กน้อย จึงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองลู่เฟิงเหนียน
ลู่เฟิงเหนียนหอบหายใจหนักหน่วง ทว่ากลับไม่ถูกทิ้งห่าง
เย่เจิ้งถังจึงเผยสีหน้าประหลาดใจ “นอกจากวิชายิงธนูจะเก่งกาจแล้ว กำลังขายังแข็งแกร่งไม่น้อย
“อาศัยเพียงกำลังขาอย่างเดียว เกรงว่าก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฟ้ากำเนิดระดับหนึ่งแล้ว
“ลู่เฟิงเหนียน เจ้าเคยติดตามผู้ฝึกยุทธ์ฝึกฝนมาก่อนหรือ?”
ลู่เฟิงเหนียนค่อย ๆ หายใจเป็นปกติ ก่อนยิ้มบาง ๆ “หัวหน้ามือปราบเย่ทุ่มเทให้เรื่องของข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็ไม่ควรปิดบังอีก
