ภายในเรือนหลังหนึ่งทางตะวันออกของหมู่บ้าน
ทหารคนสนิทเร่งฝีเท้าไปหยุดตรงหน้าฟางกุ้ย ก่อนค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม “ใต้เท้าไป่ฮู่ ลู่เฟิงเหนียนกลับค่ายแล้วขอรับ”
ฟางกุ้ยขมวดคิ้วถาม “พวกทหารใหม่เป็นอย่างไรบ้าง?”
ทหารคนสนิทรีบตอบ “บาดเจ็บกันมากบ้างน้อยบ้าง แต่ไม่มีอาการร้ายแรง พักฟื้นสักวันสองวันก็หายดีขอรับ”
ฟางกุ้ยพยักหน้า “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป พรุ่งนี้เช้าเคลื่อนทัพ ออกจากหมู่บ้านไปอีกยี่สิบลี้แล้วค่อยตั้งค่ายพักฟื้นหนึ่งวัน จากนั้นค่อยเดินทางต่อ”
ทหารคนสนิทลังเลเล็กน้อย “ใต้เท้า ท่านไม่ไปตักเตือนลู่เฟิงเหนียนหน่อยหรือขอรับ? หากปล่อยให้เขาทำเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะมีคนตายเอาได้
อีกไม่ช้าก็จะถึงแนวหน้าแล้ว หากมีคนตายไปหลายคนในเวลานี้ ความพยายามก่อนหน้านี้ของพวกเราก็สูญเปล่า”
ฟางกุ้ยขมวดคิ้วแน่นขึ้น แต่ไม่ได้กล่าวอะไร
ทหารคนสนิทกล่าวต่อ “ใต้เท้าไป่ฮู่ ลู่เฟิงเหนียนก็แค่ทหารรับสมัครใหม่คนหนึ่ง เหตุใดท่านจึงปฏิบัติต่อเขาเป็นพิเศษถึงเพียงนี้ขอรับ?”
ฟางกุ้ยเลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย “เจ้ารู้จักหลิวเหล่าซานใช่หรือไม่?”
ทหารคนสนิทพยักหน้า “ย่อมรู้จักขอรับ เจ้านั่นเป็นตัวอันตรายในค่ายทหารแคว้นหลิ่วของเรา ทหารใต้บัญชาก็โหดเหี้ยมไม่แพ้กัน
พวกเขาวางอำนาจบาตรใหญ่ในค่ายทหารแคว้นหลิ่วของเรา แทบไม่มีใครกล้าไปหาเรื่อง”
ฟางกุ้ยถามต่อ “รู้หรือไม่ว่าพวกเขาตายอย่างไร?”
ทหารคนสนิทกะพริบตาปริบ “พวกเขาก่อคดีเลือดในตัวเมืองแคว้น สังหารคนในครอบครัวหนึ่งถึงห้าคน เชียนฮู่ฉินจึงลงโทษประหารพวกเขา ณ ที่นั้น แต่ละคนถูกตัดศีรษะแล้วนำไปแขวนไว้หน้าค่าย เพื่อใช้เป็นเยี่ยงอย่าง
