กาลเวลาค่อย ๆ ล่วงผ่าน ราตรีมืดมิดขึ้นทุกขณะ
ราวปลายยามไฮ่ ในที่สุดหน่วยสอดแนมทั้งสิบคนในหุบเขาก็เริ่มง่วง ต่างกลับเข้าไปพักผ่อนในกระโจมของตน
หัวหน้าสิบนายของหน่วยสอดแนมผู้มีคิ้วเรียวชี้ขึ้นนอนในกระโจมเพียงลำพัง ส่วนอีกเก้าคนแบ่งกันนอนกระโจมละสามคน
ลู่เฟิงเหนียนมิได้เร่งร้อน ยังคงรอคอยต่อไป
เขารออีกเกือบครึ่งชั่วยาม จนได้ยินเสียงกรนดังมาจากกระโจมทั้งสี่หลัง ในที่สุดก็เริ่มเคลื่อนไหว
เขาค่อย ๆ คลานลุกขึ้นจากพงหญ้า ขยับมือเท้าที่ชาและปวดเมื่อยเล็กน้อย จากนั้นก็ย่องเข้าไปใกล้กระโจมทั้งสี่หลัง
เขาเลือกกระโจมที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน ใช้ดาบกวาดสารทตัดเชือกที่ผูกม่านประตูไว้ แล้วค่อย ๆ เข้าไปด้านใน
ภายในกระโจม หน่วยสอดแนมต้าโจวสามคนนอนเรียงกัน เสียงกรนดังก้องราวฟ้าร้อง ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่าลู่เฟิงเหนียนมาถึงแล้ว
ลู่เฟิงเหนียนก้าวไปข้างหน้าอย่างแผ่วเบา ฟันฉับเดียวต่อคน ตัดหลอดลมของทั้งสามอย่างเด็ดขาด
ทั้งสามไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย สิ้นใจไปทั้งที่ยังอยู่ในห้วงฝัน
ลู่เฟิงเหนียนไม่หยุดอยู่ที่นั่น แต่ไปยังกระโจมใกล้เคียงอีกหลัง แล้วลงมือเช่นเดิม สังหารหน่วยสอดแนมสามคนด้านใน
จากนั้นก็เป็นกระโจมหลังที่สาม
กระโจมหลังสุดท้ายที่เขาเข้าไปมีคนนอนอยู่เพียงคนเดียว นั่นคือหัวหน้าสิบนายของหน่วยสอดแนมผู้มีคิ้วเรียวชี้ขึ้น
ลู่เฟิงเหนียนเข้าไปในกระโจม มองหาเก้าอี้เตี้ยตัวหนึ่งแล้วนั่งลงตรงหน้าหัวหน้าสิบนายของหน่วยสอดแนม
เขาชูดาบกวาดสารทขึ้น แล้วใช้สันดาบตบแก้มหัวหน้าสิบนายฝ่ายสอดแนมเบา ๆ
