วันถัดมา ก่อนถึงยามเซินหนึ่งเค่อ ลู่เฟิงเหนียนก็เดินทางมาถึงหอสุราเล่อซุ่น
เวลานี้ลูกค้าในหอสุรามีไม่มากแล้ว
ทันทีที่ลู่เฟิงเหนียนก้าวเข้าสู่โถงชั้นหนึ่ง เด็กรับใช้คนหนึ่งซึ่งพาดผ้าขนหนูสีเทาขาวไว้บนบ่าก็รีบเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“นายท่าน มากันกี่ท่านขอรับ?”
ลู่เฟิงเหนียนตอบเสียงเบา “ข้ามีนัดกับสหาย เขาจองห้องส่วนตัวไว้ในนามหรูอี้”
เด็กรับใช้พยักหน้ารัว “มีแขกผู้มีเกียรติจองห้องนี้ไว้จริงขอรับ ข้าจะพาท่านไปเดี๋ยวนี้”
ไม่นาน ลู่เฟิงเหนียนก็ตามเด็กรับใช้ขึ้นไปยังห้องส่วนตัวหรูอี้บนชั้นสองของหอสุรา
อวี๋ซื่อไห่ยังมาไม่ถึง ลู่เฟิงเหนียนจึงให้เด็กรับใช้ชงชาร้อนมาให้กาใหญ่
เขาจิบชาไปพลาง รอคอยอย่างใจเย็นไปพลาง
เมื่อถึงยามเซินพอดี ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นนอกประตู
ไม่นาน ชายวัยกลางคนร่างกำยำไว้หนวดเคราดำก็ผลักประตูเข้ามา เขาคืออวี๋ซื่อไห่นั่นเอง
“น้องลู่ ต้องขออภัยจริง ๆ มีธุระบางอย่างทำให้ล่าช้า ปล่อยให้เจ้ารอนานแล้ว” ทันทีที่เข้ามา อวี๋ซื่อไห่ก็ประสานมือคำนับลู่เฟิงเหนียนซ้ำ ๆ ด้วยสีหน้าขออภัย
ลู่เฟิงเหนียนโบกมือพร้อมยิ้ม “เวลาพอดีต่างหาก พี่อวี๋ไม่ได้มาสาย เป็นข้าที่มาเร็วไปหน่อย”
อวี๋ซื่อไห่ทรุดนั่งลงตรงข้ามลู่เฟิงเหนียน รินชาให้ตนเองแล้วดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นใช้มือใหญ่ปาดปาก ก่อนกล่าวเสียงขรึม
“น้องลู่ ที่จริงข้าคิดจะไปหาเจ้าตั้งนานแล้ว แต่หาเวลาปลีกตัวไม่ได้เสียที
