ชายฉกรรจ์ทั้งหกหน้าซีดเผือด เหงื่อท่วมกาย ไม่มีใครกล้าตอบโต้
ลู่เฟิงเหนียนกล่าวต่ออีกประโยคว่า “คนที่ยังไม่ได้ไป ไสหัวไปให้พ้น!”
ชายฉกรรจ์สี่คนได้ยินดังนั้นราวกับได้รับอภัยโทษ รีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านข้าง
ชายฉกรรจ์อีกสองคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งตามพวกนั้นไปด้วย
ทันใดนั้นก็มีเสียงฉิว ๆ ดังขึ้นสองครั้ง
ลู่เฟิงเหนียนง้างธนูยิงต่อเนื่อง ลูกธนูไม้ไผ่สองดอกแหวกอากาศออกไป
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ชายฉกรรจ์ทั้งสองถูกลูกธนูปักเข้าที่หลังเท้า เท้าข้างหนึ่งถูกตรึงแน่นกับพื้น ก่อนจะล้มคว่ำลงและร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
ภายในลานบ้านโอ่อ่าของหวังเป๋ มีผู้คนมารวมตัวกันเจ็ดถึงแปดสิบคน ทว่าขณะนี้กลับมีเพียงเสียงร้องครวญครางดังระงม ไม่มีใครกล้าปริปาก
เดิมทีควรเป็นวันมงคล แต่กลับไร้เสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงโหยหวนอันน่าเวทนา
“ลู่เฟิงเหนียน เจ้าไม่รอดแน่...กล้าทำกับข้าเช่นนี้...ต่อให้ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้! บ้านสกุลลู่ของพวกเจ้าก็จบเห่เหมือนกัน! ข้าจะไม่ปล่อยใครไว้สักคน!” หวังเป๋หายใจได้ทั่วท้องขึ้นบ้างแล้ว จึงนั่งอยู่บนพื้น จ้องลู่เฟิงเหนียนด้วยแววตาอาฆาต
ลู่เฟิงเหนียนเดินไปหยุดข้างหวังเป๋อย่างเชื่องช้า กล่าวเสียงเย็นชาว่า “กล้าลักพาตัวน้องสาวข้า กล้าทำร้ายท่านแม่ แล้วยังกล้าข่มขู่ข้าอีก ตอนนี้ต่อให้เทพเซียนลงมา ก็ช่วยชีวิตเจ้าไว้ไม่ได้!”
“ปากกล้านัก!”
หวังเป๋เองก็มีความเหี้ยมหาญอยู่ไม่น้อย แม้หัวเข่าขวาจะแหลกละเอียด เลือดไหลไม่หยุด แต่ยังคงกัดฟันจ้องลู่เฟิงเหนียน “ไอ้เด็กเวร เจ้ายังกล้าฆ่าข้าหรือ...”
