ต้องยอมรับเลยว่า ร่างกายตอนสิบแปดนี่มันดีจริง ๆ หลินหว่านชิวเหนื่อยแทบขาดใจ แต่เฉินไป๋กลับยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ
เขายืนอยู่หน้าประตูบ้าน หันกลับไปมองมุมบันได ที่เห็นเงาร่างของหญิงสาวซึ่งกำลังยันเข่า หายใจหอบถี่
เหมือนที่จำได้เลย หลินหว่านชิววิ่งได้แค่สองก้าวก็หมดแรงแล้ว สมรรถภาพร่างกายอ่อนด้อยสมบูรณ์แบบ
“ตั้งแต่เด็กเธอก็วิ่งตามฉันไม่เคยทันเลย วิ่งให้ลำบากทำไมกัน”
เฉินไป๋กระตุกยิ้มอย่างจนใจ หยิบน้ำแร่จากกระเป๋าออกมาหนึ่งขวด ทำท่าเหมือนจะวิ่งต่อได้อีก แล้วยื่นน้ำไปข้างหน้า
“ดื่มไหม ยังไม่ได้แกะฝาเลยนะ”
“ไม่เอาน้ำของนายหรอก”
หลินหว่านชิวเลิกล้มความตั้งใจที่จะ “สั่งสอน” เขา เพียงก้มหน้าระบายลมหายใจ
อยู่นานกว่าจะเงยหน้าขึ้น ใช้มือปัดเส้นผมปรกข้างแก้มไปทัดหลังหู แล้วพูดอย่างเขินอายว่า
“เฉินไป๋...”
บนใบหน้าของสาวน้อย ปรากฏแววขวยเขินที่หาได้ยากยิ่ง อาจเพราะเพิ่งวิ่งเสร็จ ใบหน้าเล็ก ๆ จึงแดงระเรื่ออยู่บ้าง
“หือ”
“ฉัน ฉันมีอะไรจะบอกกับนาย...”
“จะพูดอะไร” เฉินไป๋รู้สึกสนุก
เธอยืดตัวตรง ยกนิ้วกวักเรียกเขา แล้วพูดเสียงแผ่ว
“นายเข้ามาก่อนสิ~”
พอเดินลงบันไดไปก้าวหนึ่ง เฉินไป๋ก็รู้สึกถึงพิรุธ รีบวิ่งกลับขึ้นมา
อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายด้วยความกลัวไม่หาย
ไม่ได้คุยกับหลินหว่านชิวมาหลายปี เกือบโดนหลอกซะแล้ว
ท่าทีเย็นชาราวกับไม่อาจเอื้อมถึงของหลินหว่านชิวนั้น เอาไว้ให้คนนอกเห็นเท่านั้น เวลาลงมือบีบเนื้ออ่อน ๆ ของเขา เธอไม่เคยปรานีเลยสักครั้ง
ร่างกายของเขาตรงไหนที่ไวต่อความรู้สึกที่สุด หลินหว่านชิวรู้ดีกว่าเขาเสียอีก
เมื่อเห็นว่าเฉินไป๋ไม่ตกหลุมพราง “ยั่วยวน” นี้แน่ ๆ แล้ว หลินหว่านชิวก็รู้สึกวูบวาบในใจอย่างบอกไม่ถูก เธอคิดไม่ตกชั่วขณะหนึ่ง ก็เลยไม่คิดอีก
ส่งเสียงเชอะใส่เฉินไป๋หนึ่งที สะพายกระเป๋าหนังสือ แล้วหันหลังกลับบ้าน
เสียงฝีเท้าลงบันไดของหลินหว่านชิวค่อย ๆ ห่างไกลออกไป จนกระทั่งในโถงทางเดินเงียบสนิท เฉินไป๋ก็ค่อย ๆ ได้สติ หยิบกุญแจ เปิดประตูห้อง
กลับถึงบ้าน มองสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้เห็นมานานหลายปี จู่ ๆ เฉินไป๋ก็รู้สึกอ่อนล้า ฝีเท้าช้าลงบ้าง
เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ โซฟาที่ตอนเด็ก ๆ เคยนั่งเบียดดูทีวีกับหลินหว่านชิว ก่อนขึ้นมัธยมต้น โต๊ะกาแฟที่เขาเคยใช้เป็นโต๊ะทำการบ้าน ตอนถูกแม่ไล่ตี เขาเคยใช้โต๊ะทานข้าวเป็นที่วิ่งวนหนี...
เขามองไปทั่วอย่างเหม่อลอย ควานหาเงาแห่งความทรงจำ
แต่กลับไม่เห็นร่างที่ปรากฏในความฝันของเขามากมายนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงหลายปีนั้น
เฉินไป๋เอ่ยเรียกออกไปอย่างลืมตัว และร้อนรนอยู่บ้าง
“...แม่”
ถึงตอนนี้เองที่ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ในครัว ฟังดูเหมือนกำลังล้างผัก
เฉินไป๋เพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลาย มีเรียนภาคค่ำแล้ว เฉินเมิ่งถิงก็จะทำอาหารมื้อดึกให้เขาทุกคืนหลังจากเขากลับมา
เดินมาถึงประตูครัว
มองแผ่นหลังที่ชาติก่อนได้เห็นแต่เพียงในฝัน เฉินไป๋เงียบอยู่นาน ถึงได้เอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า
“แม่...”
“กลับมาแล้วเหรอ” เฉินเมิ่งถิงไม่ได้หันมา แต่น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างยิ่ง
“กลับมาแล้ว”
...
ค่อย ๆ เข้าสู่ค่ำคืน
รอบข้างเงียบสงัดขึ้นเรื่อย ๆ นอกหน้าต่างมีเสียงจักจั่นดังเป็นระยะ เฉินไป๋นอนอยู่บนเตียง แต่กลับไม่มีแม้แต่น้อยของความง่วง จ้องมองไปในความมืดด้วยแววตาว่างเปล่า
ความอึกทึกวุ่นวายของทั้งวันถูกคลี่คลายด้วยความเงียบงันยามราตรี ในที่สุดเฉินไป๋ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของการได้เกิดใหม่
วางภาระทางความคิดลง เฉินไป๋หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เปิดหน้าสนทนากับหลินหว่านชิว
เฉินเซี่ยวเฮย: [พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมรอฉันนะ เราไปโรงเรียนด้วยกัน ฉันขี่รถไปส่งเธอ]
เปี๋ยลี่ตง: [...]
เฉินเซี่ยวเฮย: [เป็นอะไรไป]
เปี๋ยลี่ตง: [พรุ่งนี้หยุดประจำเดือน ไม่มีเรียน]
เฉินเซี่ยวเฮย: [...]
เปี๋ยลี่ตง: [อีกอย่าง คุณเฉินไป๋คะ เวลาพูดกรุณาระวังขอบเขตด้วยนะคะ ฉันกับคุณไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น]
เฉินเซี่ยวเฮย: [ก็เพราะไม่สนิทไง ถึงต้องไปส่ง]
เปี๋ยลี่ตง: [?]
เฉินเซี่ยวเฮย: [ฉันอยากคืนดีกับเธอจริง ๆ ไม่ใช่แค่พูดปากเปล่านะ]
[ยังไงล่ะ ไม่ลองคิดดูหน่อยจริง ๆ เหรอ]
เปี๋ยลี่ตง: [ดูผลงานนายละกัน]
ผ่านไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเพราะรู้สึกว่าตัวเองแสดงท่าทีเย็นชาเกินไปหรือเปล่า ฝ่ายหญิงก็ส่งข้อความมาอีกรอบอย่างกระตือรือร้น
เปี๋ยลี่ตง: [อย่างน้อย ก็เริ่มจากการไม่โดดเรียนไปร้านเน็ตก่อนแล้วกัน]
เฉินไป๋อดยิ้มออกมาไม่ได้:
[ได้]
วางโทรศัพท์ เฉินไป๋หาวอย่างเกียจคร้าน นอนแผ่กลางเตียงเป็นรูป “大” แล้วพึมพำว่า
“เหมือนมีหนามเลย...”
แต่นี่ถึงจะปกติ
ถึงแม้หลินหว่านชิวจะทำเย็นชาใส่เขาเวลานี้ แต่ดูจากเรื่องเหลวไหลที่เขาก่อไว้... ที่หลินหว่านชิวยังยอมคุยกับเขา ก็ถือว่าเหลือเชื่อมากแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว เขาอาศัยอะไรล่ะ
เฉินไป๋คิดไม่ออก
ยังไม่ทันได้คำตอบ ความง่วงก็พลุ่งพล่านขึ้นมาก่อน
...
อีกด้านหนึ่ง
หลินหว่านชิวสวมชุดนอนฤดูร้อนเนื้อบาง นอนตะแคง มองหน้าต่างแชทของทั้งสองอย่างเงียบ ๆ
เธอมีรูปร่างสะโอดสะองงดงาม ในวัยนี้ถือว่าโดดเด่นมาก เรียวขาขาวเรียวยาว แม้ตอนนี้จะนอนขดตัว แต่ก็ยังเห็นว่ามันยาวตรงได้รูปทรง เต็มไปด้วยความงดงาม
ในห้องนอนมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์ที่สาดลงบนใบหน้าของเธอ กระทบเข้าในดวงตาสวยใสของเธอ
พ่อแม่ไปค้าขายต่างถิ่น ที่บ้านตลอดทั้งปีมีเพียงเธอคนเดียว
ทุกค่ำคืนที่เวียนมา โลกจะเงียบสงัดประหนึ่งหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงหัวใจเต้นตึกตักที่เข้ามาแทนที่นาฬิกาแขวนไร้เสียงบนผนัง คอยเตือนเธอว่าเวลากำลังผ่านไปทีละนาที
ตอนเด็ก ๆ เธอสงสัยเสมอว่า ความรู้สึกน่าอ่อนล้า ราวกับจมอยู่ใต้น้ำ และอยากสูดลมหายใจแรง ๆ นี้มันคืออะไร
พอโตขึ้นถึงได้รู้ว่า นี่เรียกว่าความเหงา
สายตาของหลินหว่านชิวจับอยู่ที่คำว่า “ได้” ของเฉินไป๋ มองอยู่นานมาก
นานจนกระทั่ง เด็กสาวถอนหายใจเบา ๆ
นอนไม่หลับอีกแล้ว
เธอยื่นมือไปที่โต๊ะข้างเตียง คลำหาในความมืด ชำนาญในการหยิบยานอนหลับออกมาจากกองยาซึมเศร้า กินไปหนึ่งเม็ด
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ถึงได้หลับไปในที่สุด
กว่าจะหลับได้อย่างยากเย็น ในคืนนั้นกลับฝันถึงเรื่องราวตอนเด็ก ๆ
ในฝัน เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เธอถือกระดาษทิชชู่ คอยซับเลือดบนหัวเข่าของเฉินไป๋อย่างบรรจง มือน้อย ๆ สั่นระริกกลางอากาศ ราวกับกลัวไปโดนแผล
บนเข่าของเด็กชายเลือดไหลเป็นวงกว้าง มองเห็นก้อนกรวดเล็ก ๆ หลายก้อนฝังลึกเข้าไปในเนื้ออย่างชัดเจน เธออยากช่วยเอาออก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
“เจ็บไหม” เด็กหญิงถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เธออย่าร้องไห้นะ” เด็กชายพูดยิ้ม ๆ “ไม่เจ็บสักหน่อย”
“คราวหน้าอย่าต่อยกันอีกเลยนะ พวกเขามีหลายคน...”
เด็กชายใช้หลังมือเช็ดเลือดกำเดา ส่งเสียงเชอะอย่างไม่แยแส: “ใครใช้ให้พวกมันว่าเธอเป็นเด็กไม่มีพ่อแม่ทุกวันล่ะ ต่อไปพวกมันว่าครั้งหนึ่ง ฉันจะต่อยพวกมันครั้งหนึ่ง”
ตามหลักแล้ว สู้กับคนเยอะกว่าย่อมสู้ไม่ได้ แต่เฉินไป๋มีวิธีของเขา จู่โจมจับคนไหนคนหนึ่งแล้วอัดมันให้ตายไปข้างหนึ่ง แค่สร้างความฮึกเหิมออกมาได้ ต่อให้สุดท้ายตัวเขาเองจะเจ็บหนักที่สุด แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องกลัวจนเข็ดอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้แหละ เด็กผู้ชายพวกนั้นถึงได้กล้ารังแกหลินหว่านชิวเฉพาะตอนที่เขาไม่อยู่
“หนูไม่ใช่เด็กไม่มีพ่อแม่ หนูมีคนเอา” หลินหว่านชิวใช้มือน้อย ๆ เช็ดน้ำตา เหมือนจะปลอบตัวเอง “พ่อกับแม่ก็แค่ช่วงนี้ยุ่งนิดหน่อย...”
“อื้ม ฉันรู้”
เฉินไป๋ตัวน้อยปลอบไปด้วย พลางคิดหาวิธีที่จะจัดการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียว แต่แล้วเขาจะอยู่เคียงข้างหลินหว่านชิวทุกวินาทีก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน
ทันใดนั้น ประกายความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว เขาลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า
“ต่อไปฉันจะแต่งเมียกับเธอ จะได้ไม่มีใครกล้ารังแกเธออีก”
“จริงเหรอ”
ในดวงตาของหลินหว่านชิวส่องประกาย แม้ท่าทางของเฉินไป๋ตอนนี้จะดูทุลักทุเล แต่ในดวงตางามใสของเธอกลับเต็มไปด้วยภาพของเด็กชายที่ฮึกเหิมผยองตน
โลกของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ต้องอยู่เฝ้าบ้าน ไม่ค่อยมีใครดูแล ช่างเรียบง่ายเกินไป อย่างน้อยในชั่วขณะนี้ เด็กชายคนนี้คือฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ของเธอ
คือโลกทั้งใบของเธอ
“แล้วเมื่อไหร่นายจะแต่งงานกับฉันล่ะ” เด็กหญิงถามเสียงเบา
เฉินไป๋เกาหัว
นี่ทำให้เขาจนใจจริง ๆ เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองต้องโตถึงเมื่อไหร่ ยิ่งไม่รู้ว่าเด็กต้องโตถึงอายุเท่าไหร่ถึงจะแต่งงานได้
ครูก็ไม่เคยสอน...
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงงานแต่งงานที่ไปร่วมเมื่อไม่กี่วันก่อน ภาพที่เจ้าสาวมีผมยาวพลิ้วไหว
“อืม... รอให้ผมของเธอยาวถึงตรงนี้ก่อนนะ” เขาชี้ไปที่เอวของเด็กหญิง พูดอย่างมุ่งมั่น
เด็กหญิงจับเส้นผมของตัวเองที่ยังยาวไม่ถึงหัวไหล่ อดเบะปากไม่ได้
นี่ต้องรออีกนานแสนนานเลยนะ...
ดังนั้น เธอจึงรู้สึกน้อยใจ และถามอย่างกังวลว่า
“แล้วถ้า... ถ้าว่านายเปลี่ยนใจในภายหลัง ไม่รักษาคำพูดล่ะ”
เฉินไป๋ใช้นิ้วดันปลายจมูกตัวเองให้เชิดขึ้น แล้วยิ้มให้เด็กหญิง
“งั้นฉันก็เป็นหมูน่ะสิ”
...
...
“คนโกหก...”
“นายก็รังแกฉัน...”
ในห้องอันว่างเปล่าและสลัว เด็กสาวผมยาวขดตัวอยู่บนเตียง พูดละเมอพึมพำ
ไม่รู้เลยสักนิดว่าหมอนนั้นชุ่มไปด้วยน้ำตามานานแล้ว