เมื่อข่าวการตายของชุยอิ๋นไปถึงจวนของนายท่านตระกูลชุย ชุยหงกำลังพลิกสมุดบัญชีอยู่ในห้องหนังสือ
พ่อบ้านโซซัดโซเซพุ่งเข้ามาโดยไม่แม้แต่จะเคาะประตู “นายท่าน... คุณชายรองเขา... เกิดเรื่องแล้ว!”
พู่กันในมือชุยหงชะงัก “เจ้าว่าอะไรนะ?”
พู่กันในมือชุยหงชะงัก เขาเงยหน้ามองพ่อบ้าน คล้ายไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ชัดเจน “...เจ้าว่าอะไรนะ?”
เสียงพ่อบ้านสั่นพร่า “คุณชายรอง... ตอนพบเมื่อเช้านี้ก็สิ้นใจแล้ว มีแผลที่ลำคอ ถูกกระบี่เดียวปลิดชีพ”
ชุยหงผุดลุกขึ้นจนถ้วยชาบนโต๊ะพลิกคว่ำ เสียงเครื่องกระเบื้องแตกกระจายในห้องหนังสือดังแสบแก้วหู น้ำชารินไหลจากขอบโต๊ะ ซึมเปียกสมุดบัญชีที่กางอยู่ เขายืนนิ่งริมฝีปากขยับคล้ายจะเอ่ยบางสิ่ง แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา เขาผลักพ่อบ้านแล้วก้าวฉับ ๆ ออกไปนอกประตู ฝีเท้าเร็วกว่าปกติมาก ยามข้ามธรณีประตูยังเกือบสะดุดล้ม พ่อบ้านตามหลังเขาไป สาวเท้าสองก้าวจึงเอ่ยสิ่งที่ยังพูดไม่จบ “...พ่อบ้านก็ตายแล้ว อยู่ตรงหน้าห้องปีกตะวันตก ถูกกระบี่เดียวปลิดชีพเช่นเดียวกับคุณชาย”
ชุยหงเดินไปถึงเรือนของชุยอิ๋น ประตูห้องปีกตะวันออกยังเปิดค้างอยู่ ด้านในมีผ้าขาวคลุมร่างไว้แล้ว เขายืนอยู่ตรงประตูเนิ่นนาน ไม่ได้เข้าไปและไม่ได้เปิดผ้าขาว เพียงยืนมองผ้าที่คลุมร่างอยู่ตรงธรณีประตูเป็นเวลานาน ก่อนหมุนตัวเดินไปยังลานเรือน เจ้าหน้าที่ชันสูตรกำลังนั่งยอง ๆ ตรวจศพพ่อบ้านอยู่หน้าห้องปีกตะวันตก ครั้นเห็นนายท่านมาก็รีบลุกขึ้น
ชุยหงเอ่ยด้วยความโศกเศร้าปนเดือดดาล “...ตอนเขาตาย มีใครอยู่ข้างกายหรือไม่? เหตุใดจึงไม่มีคนคุ้มกันบุตรข้า? บ่าวไพร่พวกนั้นมัวทำอะไรอยู่? ไปถามให้กระจ่าง จงสังหารคนที่คอยคุ้มกันบุตรข้า ให้มันลงไปอยู่เป็นเพื่อนลูกข้า”
เจ้าหน้าที่ชันสูตรส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ ไม่พบร่องรอยต่อสู้ ในเรือนไม่มีร่องรอยถูกรื้อค้น บ่าวเฝ้ายามกล่าวว่าคืนนั้นไม่ได้ยินสิ่งใดเลย”
