สามวันต่อมา ในการประชุมขุนนางใหญ่ หลี่ซื่อหมินประกาศแผนระบบตัวแทนจำหน่ายเกลือต่อหน้าทุกคน
ฝางเสวียนหลิงคลี่ผ้าไหมที่จดรายละเอียดข้อกำหนดไว้เต็มผืน แล้วอ่านให้เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ช่วงแรกยังมีคนกระซิบวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่บ้าง ทว่าพออ่านไปได้ครึ่งหนึ่ง เสียงพูดคุยก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ครั้นฝางเสวียนหลิงอ่านประโยคสุดท้ายจบ เฉิงเหย่าจินซึ่งยืนอยู่ในแถวขุนนางฝ่ายบู๊ก็ถึงกับตาเป็นประกาย เขาหันไปมองเพื่อนร่วมงานสองสามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วพบว่าพวกนั้นก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน
หลังเลิกประชุม เหล่าคนจากตระกูลขุนนางใหญ่จับกลุ่มกันสามถึงห้าคนอยู่หน้าประตูวัง พูดคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบา
ชุยหง ประมุขตระกูลชุยชิงเหอ ยืนอยู่ข้างสิงโตหินทางฝั่งตะวันออกของประตูวัง สีหน้าไม่น่าดูนัก ชายวัยกลางคนสองสามคนที่ยืนข้างเขาต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม คนหนึ่งกระซิบว่า “นี่เห็นชัด ๆ ว่าเป็นแผนของหลี่ซื่อหมิน เขากอบโกยส่วนใหญ่ไป ส่วนพวกเราได้แค่เศษเหลือ”
อีกคนพยักหน้า “ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทางยังอยู่ในมือเขา วันใดอยากขึ้นราคา เขาก็ขึ้นได้ตามใจ พวกเราไม่มีทางทำอะไรได้เลย”
ชุยหงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ยามนี้ไม่ใช่เขามาขอร้องพวกเรา แต่เป็นพวกเราที่ต้องไปขอร้องเขา หากไม่เข้าร่วม เกลือก็ขายไม่ออก แต่ถ้าเข้าร่วม อย่างน้อยก็ยังได้แบ่งผลประโยชน์บ้าง”
คนข้าง ๆ อ้าปากคล้ายจะพูดอะไร ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้โต้แย้ง
อีกด้านหนึ่งมีหัวหน้าตระกูลขุนนางขนาดกลางหลายคนยืนอยู่ พวกเขาได้ยินบทสนทนาของฝั่งตระกูลชุยแว่วมาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้าไปพูดคุยด้วย ชายร่างกำยำในชุดคลุมสีเทากระซิบว่า “ตระกูลชุยไม่ยินดี แต่พวกเรายินดีอยู่แล้ว เดิมทีพวกเราก็ไม่ได้ขายเกลือ บัดนี้ได้ส่วนแบ่งเขตการค้า ทั้งยังมีรายได้มั่นคงทุกปี เหตุใดจะไม่ทำเล่า?”
คนข้าง ๆ หลายคนพากันพยักหน้า
คืนนั้น แสงไฟจากจวนหลายแห่งในเมืองฉางอันสว่างไปจนดึกดื่น บ้างรวมตัวกันถกเถียงในห้องหนังสือ บ้างเขียนจดหมายติดต่อคนในตระกูลที่อยู่ต่างเมืองตลอดทั้งคืน ส่วนบางคนก็เริ่มคำนวณแล้วว่าควรเสนอราคาเท่าใด
กำหนดการประมูลจัดขึ้นในอีกห้าวันให้หลัง
