หลินหยวนรู้สึกว่าเทพยดาบนฟ้าคงกำลังเล่นตลกกับเขาอยู่แน่ ๆ
เขาใช้ชีวิตมาถึงยี่สิบหกปี ทำงานขยันขันแข็ง ประพฤติตัวซื่อสัตย์เรียบร้อย แม้แต่ฝ่าไฟแดงก็ไม่เคยทำ
ผลก็คือ แค่เพราะขากลับจากที่ทำงานเขาช่วยพยุงคุณยายที่หกล้มคนหนึ่ง เขาก็ถูกรถบรรทุกที่เสียการควบคุมพุ่งชนจนตายทันที
ตอนกำลังจะตาย เขายังคิดว่า คนดีไม่ได้ดีตอบ ชาติหน้าไม่ขอเป็นเหลยเฟิงอีกแล้ว
แล้วเขาก็พบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่กลางอากาศ
ลอยจริง ๆ
หลินหยวนก้มลงมองร่างที่เลือดเนื้อเละเทะของตัวเองนอนอยู่กลางถนน รอบข้างมีฝูงชนกรีดร้องและไฟตำรวจส่องกะพริบ เขานิ่งอึ้งอยู่นานกว่าจะได้สติ
นี่เขาตายแล้วหรือ
คนตายแล้วมีวิญญาณจริง ๆ หรือ
มีจริง!
เพราะตอนนี้เขากำลังลอยอยู่ในงานศพของตัวเอง
เรียกว่างานศพก็จริง แต่เอาเข้าจริงมันเป็นแค่ห้องอำลาผู้ตายที่ถูกที่สุดในสุสาน
หญิงสาวคนหนึ่งคุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชา ผมยุ่งเหยิงแนบติดใบหน้า ดูราวกับถูกดูดวิญญาณออกไปทั้งตัว
หลินหยวนลอยอยู่กลางอากาศ มองแผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้น ในใจเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด
เธอคือกู้เจีย เพื่อนสนิทของเขา และยังเป็นเพื่อนร่วมงานในบริษัทด้วย
แม้ทั้งสองจะไม่เคยคบกันอย่างเป็นทางการ แต่หลินหยวนรู้ดีว่ากู้เจียมีใจให้เขามาตลอด
ปกติพวกเขาคอยช่วยเหลือกันเรื่องงาน ส่วนเวลาว่างก็ไปกินข้าวดูหนังด้วยกัน เพื่อน ๆ พากันแซวว่าพวกเขาเป็นคู่รักกันมานานแล้ว
หลินหยวนเอาแต่คิดว่ารออีกหน่อย รอให้งานมั่นคง เก็บเงินได้มากพอแล้วค่อยจริงจังกับความสัมพันธ์นี้
ผลสุดท้ายคือเขาตายเสียก่อน
เขาอยากยื่นมือไปกอดกู้เจีย แต่มือกลับทะลุผ่านร่างของเธอไป
“กู้เจีย...” หลินหยวนเรียกเธอ แต่กู้เจียไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงทึบดังมาจากทางเตาเผาศพ
หลินหยวนหันกลับไปตามสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นว่าบริเวณหน้าอกของร่างที่กำลังจะถูกเข็นเข้าเตาเผาของเขามีบางสิ่งกำลังเรืองแสง
แสงนั้นเป็นสีฟ้าอมคราม ดูคล้ายเปลวไฟเย็นกลุ่มหนึ่ง ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากตำแหน่งหัวใจของเขา
กลุ่มแสงรวมตัวกันกลางอากาศ กลายเป็นอักขระขนาดเท่าฝ่ามือ
อักขระนั้นเก่าแก่และซับซ้อน คล้ายตัวอักษรบางชนิดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
มันลอยอยู่กลางอากาศ หมุนช้า ๆ พร้อมแผ่กลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่น
หลินหยวนชะงักงัน
เขาจำอักขระนั้นได้ มันคือสิ่งที่เขาเคยเห็นในบรรดาของตกทอดของคุณปู่เมื่อตอนเด็ก
คุณปู่เป็นหมอจีนโบราณ ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในชนบท คอยรักษาคนไข้
ก่อนสิ้นใจ คุณปู่จับมือเขาไว้แล้วพูดว่า “เสี่ยวหยวน บรรพบุรุษของบ้านเราทิ้งของบางอย่างไว้ให้ ถึงเวลาที่ควรส่งต่อให้แกแล้ว แกก็จะได้รับเอง”
ตอนนั้นหลินหยวนคิดว่าคุณปู่หมายถึงหนังสือแพทย์เก่า ๆ ที่เหลืองกรอบไม่กี่เล่ม จึงไม่ได้ใส่ใจ
ต่อมาหนังสือไม่กี่เล่มนั้นก็ไม่รู้หายไปไหน
แต่ตอนนี้ อักขระนั้นกลับลอยอยู่ตรงหน้าเขา ราวกับเป็นกุญแจที่ไขประตูบานหนึ่งซึ่งถูกผนึกไว้นานแล้ว
อักขระระเบิดออกในทันที กลายเป็นจุดแสงนับไม่ถ้วน พุ่งทะลักเข้าสู่วิญญาณของหลินหยวน
ชั่วพริบตา หลินหยวนรู้สึกราวกับมีใครยัดห้องสมุดทั้งห้องเข้าไปในสมอง
ข้อมูลนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งศาสตร์การแพทย์ที่สืบทอดมา วิชาฝึกกำลังภายในโบราณ ศาสตร์ฮวงจุ้ยและวิชาลี้ลับ... สิ่งเหล่านี้ราวกับถูกสลักไว้ในส่วนลึกของวิญญาณ ชัดเจนจนน่าขนลุก
ภาพเหล่านั้นฉายผ่านตรงหน้าเขาราวกับกำลังดูภาพยนตร์
ความทรงจำเหล่านี้ไม่ใช่ของเขา แต่กลับสลักลึกลงในวิญญาณของเขาอย่างสมจริงยิ่ง
ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจความหมายของคำพูดคุณปู่
“ถึงเวลาที่ควรส่งต่อให้แกแล้ว แกก็จะได้รับเอง”
ที่แท้ไม่ใช่ไม่ให้ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา
และตอนนี้เขาตายแล้ว เวลานั้นจึงมาถึง
หลินหยวนยิ้มขื่น “คุณปู่ครับ... ราคาที่ต้องจ่ายนี่แพงไปหน่อยไหมครับ”
ในตอนนั้นเอง พลังแห่งการสืบทอดสายหนึ่งก็เริ่มชักนำเขา
ไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้า และไม่ใช่ร่วงลงดิน แต่เหมือนมีเส้นสายที่มองไม่เห็นดึงเขาให้ทะลุผ่านกำแพงสุสาน ผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมือง ผ่านถนนแปลกหน้าหลายสาย สุดท้ายก็หยุดอยู่หน้าอาคารหลังหนึ่ง
โรงพยาบาลประชาชนแห่งที่สาม เมืองหลิน
จิตสำนึกของหลินหยวนถูกพลังสายนั้นดึงให้ผ่านทางเดินในโรงพยาบาล ผ่านห้องผู้ป่วยทีละห้อง ก่อนจะหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง
บนป้ายประตูเขียนว่า ห้องผู้ป่วย 10
เขาทะลุผ่านประตูเข้าไป
ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงบี๊บจากเครื่องมือแพทย์
ม่านหน้าต่างถูกเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง แสงจากด้านนอกส่องเข้ามา ปูเป็นแสงสีเงินขาวบนพื้น
มีคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย
เป็นชายหนุ่ม อายุราวยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกปี
ใบหน้าของเขาซีดเซียว โหนกแก้มนูนขึ้นเล็กน้อย ดูผอมซูบอยู่บ้าง
ตามร่างกายมีสายระโยงระยาง เครื่องช่วยหายใจทำงานเป็นจังหวะ พยุงหน้าอกของเขาให้ยกขึ้นและยุบลงครั้งแล้วครั้งเล่า
ป้ายหัวเตียงเขียนว่า หลินหยวน เพศชาย อายุ 26 ปี อยู่ในภาวะเจ้าชายนิทราจากอุบัติเหตุรถชน เข้ารักษาตัวมาแล้วหนึ่งเดือน
ช่างบังเอิญจริง ๆ ชายคนนี้ดันชื่อและนามสกุลเหมือนเขาเป๊ะ
หลินหยวนลอยอยู่ข้างเตียง มองชายแปลกหน้าคนนี้
เขาสัมผัสได้ว่าภายในร่างนี้ยังมีพลังชีวิตเหลืออยู่ริบหรี่ ราวกับเปลวเทียนท่ามกลางลม พร้อมดับได้ทุกเมื่อ
ขณะเดียวกันพลังแห่งการสืบทอดสายนั้นก็กำลังผลักเขาเข้าไปในร่างนี้ ราวกับต้องการนำประกายไฟสองดวงที่ใกล้มอดดับมารวมกัน เพื่อจุดไฟขึ้นใหม่อีกครั้ง
“คุณกำลังบอกว่า... ให้ผมใช้ร่างของเขามีชีวิตต่อไปหรือ” หลินหยวนถามตัวเองในใจ
พลังสายนั้นไม่ได้ตอบ เพียงแต่ยังคงผลักให้เขาเข้าใกล้
หลินหยวนลังเลอยู่หนึ่งวินาที
เขาหันกลับไปมองทิศทางที่จากมา ที่นั่นมีกู้เจีย มีงานศพของเขา และยังมีชีวิตที่เขายังใช้ไม่จบ
จากนั้นเขาก็กัดฟัน พุ่งวิญญาณเข้าใส่ร่างนั้นอย่างแรง
ราวกับกระโดดลงไปในบ่อน้ำเย็นจัด
ความหนาวเหน็บเสียดกระดูกโอบล้อมเขาในทันที ตามมาด้วยอาการเวียนหัวอย่างรุนแรง
เขารู้สึกว่าจิตสำนึกของตนกำลังถูกฉีกกระชาก จัดเรียงขึ้นใหม่ และหลอมรวมเข้าด้วยกัน ราวกับสายน้ำสองสายไหลมาบรรจบ จนแยกไม่ออกว่าสายไหนคือตัวเขาในตอนแรก
เขาได้ยินเสียงหัวใจเต้นที่ไม่คุ้นเคย
ตึก
ตึก
ตึก
มันเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วเขาก็ลืมตาขึ้น
สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวซีด หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ส่งเสียงหึ่ง ๆ
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนจนแสบจมูก ปะปนกับไออุ่นจาง ๆ ที่แผ่ออกมาจากเครื่องมือแพทย์ซึ่งกำลังทำงาน
หลินหยวนหอบหายใจอย่างหนัก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
พยาบาลที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินเสียงจึงหันมา พอเห็นคนบนเตียงลืมตาขึ้นก็ตกใจจนกรีดร้อง ถาดในมือหล่นกระแทกพื้นดังเพล้ง เข็มฉีดยาและผ้าก๊อซกลิ้งกระจายเต็มพื้น
“คุณหมอ! คุณหมอ! เตียง 3 ฟื้นแล้ว! เตียง 3 ฟื้นแล้ว!”
