วันรุ่งขึ้น จู้เหย่ก็มาที่ห้องของจู้สือยวนอีกครั้ง น้ำตาคลอคล้ายจะร่วง "เมื่อเช้านี้ผมตั้งใจจะไปขอบคุณอาจารย์ท่านนั้น แต่พอไปถึงก็เห็นอาจารย์ถูกเจ้าหน้าที่ไป๋จับพอดี โดยกล่าวหาว่าปลอมเป็นพระสงฆ์ จุดหกจุดบนหัวก็ปลอมด้วย ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกจริง ๆ"
จู้สือยวนไม่ปริปากถึงเรื่องที่ตัวเองแจ้งความเลยสักคำ เธอทำหน้าซื่อ ๆ เอ่ยว่า
"แต่ฉันดูแล้วยันต์คุ้มภัยนั้นเป็นของแท้นะ คงเป็นเพราะพระนั่นขายปนกันทั้งจริงทั้งปลอม แล้วพี่สามโชคดี เขาเลยให้ของแท้มาชิ้นหนึ่ง"
จู้เหย่ตาโต แม้จะรู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ แต่เขาก็คล้อยตามคำพูดของจู้สือยวนอย่างไม่มีข้อแม้
จู้เหย่กระซิบเบา ๆ "คราวนี้คนมาจับคือเจ้าหน้าที่ไป๋ พอรู้ว่าผมถูกหลอกก็สั่งให้พระปลอมคืนเงินให้ทันที ถ้ายันต์นี่เป็นของแท้ แล้วผมควรจะส่งคืนไหม"
จู้สือยวนมองพี่สามที่ดูซื่อบื้อ ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
"ก็ถือเสียว่าเป็นบทเรียนให้พระปลอมนั่นแล้วกัน ถ้าพี่สามรู้สึกไม่สบายใจก็เอาเงินนี้ไปบริจาค ถือว่าทำบุญให้ตัวเอง"
จู้เหย่รู้สึกว่าคำพูดของจู้สือยวนมีเหตุผล เขาจึงบริจาคเงินหกหมื่นหกพันในนามของจู้สือยวน โดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา
จู้สือยวนเฝ้าดูเรื่องทั้งหมดด้วยแววตาอ่อนโยน แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร
หลังจากบริจาคเงินเสร็จ จู่ ๆ จู้เหย่ก็นึกอะไรขึ้นได้ "จริงสิ ตอนที่เธอไปหมู่บ้านซวงหยาง หัวหน้าประจำชั้นถามในกลุ่มว่าพวกเราอยากสมัครเรียนคณะอะไร ตอนนั้นเธอไม่อยู่ พี่เลยลงให้ว่าเป็นนิติเวช"
"ขอบคุณพี่สามนะ พี่สามวางแผนจะเรียนอะไรเหรอ"
จู้เหย่เกาหัวแกรก ๆ ดูเขินอายเล็กน้อย "พี่ไม่เคยมีความฝันอะไรเลยตั้งแต่เด็ก สิ่งเดียวที่ชอบคือเล่นเกม พอดีมหาวิทยาลัยชิงเป่ยมีคณะนี้อยู่แล้ว พี่เลยตั้งใจจะเรียนคณะอีสปอร์ตที่เปิดใหม่น่ะ"
พูดจบเขาก็ไม่กล้าสบตาจู้สือยวน
