“เหยียนเหยียน จิงเหยียนอยู่ที่โรงแรมตอนนี้ เธอไปพาเขากลับบ้านที”
สี่ทุ่มตรง
ที่โต๊ะทำงาน สวีเหยียนฟังเสียงแม่สามีทางโทรศัพท์ ยกมือกุมขมับอย่างเหนื่อยหน่าย นิ่งเงียบไปนาน
แต่งงานสามปี เรื่องอื้อฉาวและแฟนสาวข่าวฉาวของโจวจิงเหยียนผุดขึ้นราวกับหน่อไม้หลังฝน ระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่มีวันจัดการได้หมด
นานทีจะได้เจอเขา ก็ต้องคอยตามเก็บกวาดเรื่องรักหลังฉากให้เขา
เมื่อสวีเหยียนไม่ปริปาก ลู่จิ่นอวิ๋นก็ปลอบด้วยความปรานีว่า “เหยียนเหยียน คราวนี้เวินเฉียวกลับมาแล้ว เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น เธอต้องระวังหน่อยนะ ต้องรักษาชีวิตแต่งงานกับจิงเหยียนไว้ให้ได้”
เวินเฉียวกลับมาแล้ว?
สวีเหยียนขมวดคิ้วน้อย ๆ อ่อนล้าเต็มทน
เงียบไปอีกครู่หนึ่ง เธอจึงตอบเสียงอ่อนว่า “แม่คะ หนูรู้แล้ว เดี๋ยวหนูไปค่ะ”
วางสาย สวีเหยียนจ้องมือถือด้วยสายตาเหนื่อยล้าอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกุญแจรถ
…
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เมื่อสวีเหยียนขึ้นมาจากทางหลังโรงแรม เจียงซูและจินหมิ่นก็รอเธออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
เห็นสวีเหยียนมา จินหมิ่นเดินเข้าไปหาเธอ กระซิบว่า “ประธานสวีคะ จัดการเรื่องเรียบร้อยแล้วค่ะ เราไม่ต้องเข้าไปแล้วนะคะ”
มือขวาวางบนมือจับประตู สวีเหยียนนิ่งมองหน้าห้องโดยไม่เอ่ยคำใด สุดท้ายก็เปิดประตูเข้าไป
อดทนมาสามปี ตามใจเขามาสามปี เธออยากเห็นว่าโจวจิงเหยียนจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอลงไปถึงจุดไหน
ประตูถูกเปิดออกเบา ๆ โจวจิงเหยียนเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี สวมเสื้อคลุมอาบน้ำสีเทาหลวม ๆ กล้ามหน้าท้องและอกเป็นสันชัดเจน ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เพิ่งสระอย่างลวก ๆ ความเซ็กซี่เนือย ๆ เปล่งประกายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เห็นสวีเหยียน โจวจิงเหยียนไม่แปลกใจเลยสักนิด ไม่มีความรู้สึกผิดหรือกระอักกระอ่วนแบบถูกจับได้คาห้องพัก
สามปีมาแล้ว พวกเขาชินกันทั้งคู่
โน้มตัวหยิบบุหรี่กับไฟแช็กบนโต๊ะกาแฟ โจวจิงเหยียนเคาะบุหรี่ออกมาหนึ่งมวนคาบไว้ในปาก ก้มหน้าจุด
ควันจาง ๆ ลอยออกจากปากเขา โจวจิงเหยียนทักเธอเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เธอมาทำอะไร”
คำถามของโจวจิงเหยียนทำให้สวีเหยียนมองไปรอบห้อง แล้วตอบเสียงอ่อนว่า “แม่ให้ฉันมารับคุณกลับ”
สวีเหยียนพูดจบ โจวจิงเหยียนก็สะบัดขี้บุหรี่ หัวเราะเยาะว่า “แม่ให้เธอมารับฉันกลับ สวีเหยียน เธอไม่มีความคิดของตัวเองบ้างเลยหรือไง ไม่มีสมองหรือไง”
คำเย้ยหยันของโจวจิงเหยียนทำให้สวีเหยียนกำมือทั้งสองข้างแน่นเล็กน้อย กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง เวินเฉียวก็เดินออกมาจากห้องนอนด้านใน
เห็นเวินเฉียว สวีเหยียนก็ชะงักทันที
เวินเฉียว… กลับมาจริง ๆ ด้วย
เจอสวีเหยียน เวินเฉียวก็อึ้งไปเล็กน้อยก่อน แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ยิ้มแฉ่งทักทายเธอ “เหยียนเหยียนมาแล้วเหรอ”
ทักสวีเหยียนเสร็จ เวินเฉียวก็หันไปหาโจวจิงเหยียนด้วยสีหน้าสดใส “จิงเหยียน ฉันกลับก่อนนะ เธอกับเหยียนเหยียนคุยกันต่อเถอะ”
พูดจบ ตอนเดินผ่านสวีเหยียน เธอยังตบไหล่สวีเหยียนเบา ๆ บอกว่ามีเวลาค่อยไปกินข้าวด้วยกัน
สวีเหยียนกลืนน้ำลาย เงียบกริบ
เธอไม่รู้ว่าเวินเฉียวคือรักแรกของโจวจิงเหยียน ไม่รู้ว่าโจวจิงเหยียนยังรักเวินเฉียวอยู่
มิฉะนั้น ตอนคุณปู่โจวถามว่าเธอชอบโจวจิงเหยียนไหม เธอคงไม่พยักหน้า ไม่ปล่อยให้เขาจำใจต้องแต่งงานกับเธอเพราะแรงกดดัน
และตอนนี้ ก็คงไม่ทำให้ตัวเองต้องอับอายขายหน้าเช่นนี้
เมื่อโจวจิงเหยียนเห็นว่าเวินเฉียวจะไป เขาก็หยิบเสื้อคลุมตัวหนึ่งยื่นให้ พูดเสียงอ่อนโยนว่า “ใส่เสื้อก่อน เดี๋ยวเป็นหวัด ฉันไปส่งเอง”
“นายนี่ห่วงฉันจริง ๆ เลยนะ จิงเหยียน” เวินเฉียวยิ้มอย่างมีความสุข
มองทั้งสองคน สวีเหยียนรู้สึกคละเคล้าหลากรสในใจ
ทั้ง ๆ ที่เคยอุ้มเธอออกมากลางกองเพลิงโดยไม่คิดชีวิต ทั้ง ๆ ที่เคยดีกับเธอมาก ตามใจเธอมาตลอด
เธอกับโจวจิงเหยียน กลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน?
เวินเฉียวไปแล้ว โจวจิงเหยียนก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ไม่แม้แต่มองสวีเหยียน เปิดประตูเดินออกไปด้วย
หันกลับไปมองการจากไปของโจวจิงเหยียนและเวินเฉียว สวีเหยียนกุมขมับแล้วก็นั่งทรุดลงบนโซฟา ไม่พูดอะไร
หน้าประตูด้านนอก จินหมิ่นและเจียงซูมองเธอด้วยความเห็นใจ
เธอไม่สามารถพาโจวจิงเหยียนกลับได้ เธอไม่เคยพาโจวจิงเหยียนกลับได้เลย
*
นั่งอยู่ในโรงแรมอยู่นาน คิดอยู่นาน สวีเหยียนจึงได้ลุกขึ้นกลับอย่างอ่อนแรง
ระหว่างทางกลับ สวีเหยียนมือทั้งสองจับพวงมาลัย เหนื่อยล้าหมดเรี่ยวแรง
แน่นหน้าอกจนอึดอัด
เดือนที่แล้วไปตรวจร่างกาย หมอบอกว่ามีก้อนเนื้อเล็ก ๆ ให้ทำใจให้สบาย และมาตรวจซ้ำตามเวลา
ก่อนแต่งงานเธอไม่เคยมีเลย
เบือนหน้ามองข้อตกลงหย่าบนเบาะข้างคนขับ เธอก็จนใจอีกครั้ง
เมื่อกี้เอาไปถึงโรงแรมแล้วแท้ ๆ
แต่ก็เอากลับมาอีก
สามปีที่ผ่านมา มีความคิดอยากหย่าอยู่หลายครั้ง แต่ทุกทีที่คิดถึงภาพโจวจิงเหยียนอุ้มเธอออกมาจากกองเพลิง เธอก็ใจอ่อนอีก
กลัวว่าถ้าตัวเองยื่นข้อตกลงหย่าให้ โจวจิงเหยียนตอบตกลงทันที เธอจะไม่มีทางหันหลังกลับได้เลย
ดังนั้นข้อตกลงหย่าฉบับนี้จึงอยู่ใกล้ตัวเธอมานานแล้ว
…
เรื่องอื้อฉาวจัดการเสร็จ ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ
ทุกอย่างดำเนินไปตามเดิม
เช้าวันหนึ่ง สวีเหยียนเดินผ่านห้องประชุมเล็ก ข้างในกำลังประชุม
“ให้คำนวณใหม่อีกแล้วเหรอ คุณชายโจว ฉันคำนวณมาตั้งหกรอบแล้วนะ”
“หรือสวีเหยียนของเธอจะโชคดีกว่า แต่งงานปุ๊บก็ก้าวกระโดดขึ้นสูง รุ่งโรจน์พุ่งทะยาน แผนงานไม่ต้องทำ แค่เซ็นชื่อบนเอกสารต้นสังกัดก็พอ”
“อิจฉาล่ะสิ? ก็เพราะเราไม่มีวิธีการสูงส่งแบบเธอ ไม่รู้จักเอาใจคนเก่งแถมยังทนสู้เธอไม่ได้ เห็นข่าวบนเวย์ป๋อเมื่อคืนก่อนไหม ไปตามล้างตามเช็ดให้คุณชายโจวอีกแล้ว เต่านินจาผู้ยืนหยัดชัด ๆ”
สองสาวพูดจบ ก็มีเสียงผู้ชายดังมา “คุณชายโจว ได้ยินว่าคืนก่อนที่สวีเหยียนไปโรงแรม คุณกับเวินเฉียวกำลัง ‘ทำธุระ’ กันอยู่พอดี นี่มันมือหนักจริง ๆ สวีเหยียนไม่ร้องไห้เหรอ”
โจวจิงเหยียนฟังพวกเขาแล้วถามยิ้ม ๆ “ฟังข่าวซุบซิบมาจากไหนกัน น่าสนุกดีจัง”
คืนนั้น เขากับเวินเฉียวไปกินข้าว พนักงานทำน้ำผลไม้หกใส่ทั้งคู่ พวกเขาแค่ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อที่ห้องเท่านั้น
แต่โจวจิงเหยียนไม่ได้อธิบาย เขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดอะไร และไม่สนใจว่าสวีเหยียนจะดีใจหรือไม่
“คุณชายโจว สวีเหยียนน่ะไม่คู่ควรกับคุณสักนิด หย่าเร็ว ๆ เถอะ จะได้เปิดโอกาสให้คนอื่น”
ด้านนอกประตู
มองโจวจิงเหยียนยิ้มแย้มแจ่มใส ฟังเขาพูดถึงเรื่องนอกใจตัวเองเหมือนเป็นคนนอก
สวีเหยียนได้แต่มองเขาโดยไม่ละสายตา
โปรเจกต์ที่โจวจิงเหยียนกำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นทรัพยากรของทางราชการ เป็นเพื่อนสนิทในวงไม่กี่คนที่รับผิดชอบ
โปรเจกต์แบบนี้ โจวจิงเหยียนไม่เคยให้เธอยุ่ง
แต่งงานแล้ว ชีวิตและวงสังคมของเขา เขาไม่เคยให้เธอเข้าไปข้องแวะด้วย ความสัมพันธ์ไม่ดีเท่าตอนก่อนแต่ง
ตอนนี้ ฉินจ้านเอนหลังอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้ มองโจวจิงเหยียนแล้วพูดว่า “โจวเฒ่า อย่าไปฟังพวกเขาพูดน่า บริษัทสวีสวีช่วยจัดการให้ บ้านก็สวีสวีดูแล”
“แกออกไปเล่นนอกบ้าน สวีสวีไม่เพียงไม่ห้าม ยังช่วยตามแก้ให้อีก ผู้หญิงคนไหนทำได้ถึงขั้นนี้”
“ถอยหลังกลับไปสักสองร้อยปีนะ ความดีงามของสวีสวีนี่สมควรตั้งศิลาจารึกให้เธอเลย เมียแบบนี้ยังจะไม่เอา คิดจะเหาะขึ้นสวรรค์รึไง”
พอฉินจ้านพูดจบ ก็มีคนไม่ยอม
“ก็แค่ใช้ชีวิตโดยทำเป็นหลับหูหลับตา คุณชายโจว เรื่องนี้ฉันทำได้ดีกว่าสวีเหยียมนะ ถ้าคุณหย่าจริง ฉันตามคุณเอง สินสอดของฉันน่ะเหลือเฟือกว่าสวีเหยียนตั้งเยอะ”
“หลินเวย เรื่องนี้ยังไม่ถึงตาเธอ ยังมีเวินเฉียวอีกนะ”
ทางด้านประธาน โจวจิงเหยียนพูดยิ้ม ๆ ว่า “หลินเวย ให้คุณปู่ของเธอเตรียมสินสอดไว้ให้พร้อมล่ะ”
ห้องประชุมพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน สวีเหยียนหันหลังกลับ แล้วเดินกลับห้องทำงานเงียบ ๆ
พื้นเพของเธอก็ธรรมดาเหลือเกิน
แม่ของเธอเป็นครูโรงเรียนรัฐ เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวตอนเธออายุแปดขวบ พ่อเป็นตำรวจสันติบาล ไม่กี่ปีก่อนออกปฏิบัติหน้าที่พลีชีพเพื่อหน้าที่
ส่วนคุณปู่ของเธอแม้จะเป็นทหาร แต่ก็ไม่ใช่ข้าราชการใหญ่โตอะไร เป็นแค่คนขับรถของคุณปู่โจวจิงเหยียน
เธอกับโจวจิงเหยียนจึงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก
หลังแต่งงานกับโจวจิงเหยียน คุณปู่โจวก็จัดการให้เธอดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท คอยสนับสนุนงานของโจวจิงเหยียน
บอกว่าสนับสนุน แต่ที่จริงคือให้เธอคอยจับตาดูโจวจิงเหยียน
น่าเสียดายที่เธอคุมเขาไม่อยู่
หยิบข้อตกลงหย่าออกจากลิ้นชัก สวีเหยียนมองอยู่นานมาก
เธอไม่ควรหลอกตัวเองตั้งนานแล้ว เธอรู้มานานแล้วว่าเธอคงไม่มีทางรอโจวจิงเหยียนได้
ทันใดนั้น เธอก็ไม่อยากทนแล้ว
ไม่อยากเป็นหินขวางทางความสุขของเขา
ดังนั้น หลังจากที่โจวจิงเหยียนประชุมเสร็จ เธอจึงไปหาเขา
มาถึงหน้าประตูห้องทำงานของเขา โจวจิงเหยียนก็เปิดประตูออกมาพอดี
เห็นสวีเหยียน เขาแปลกใจเล็กน้อย “มีอะไร?”
สวีเหยียนพูดว่า “มีเอกสารให้คุณเซ็นสองสามฉบับ”
โจวจิงเหยียนหันหลังกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน คว้าปากกาลูกลื่นขึ้นมา
หลังจากให้เขาเซ็นเอกสารงานไม่กี่ฉบับแล้ว สวีเหยียนก็ยื่นข้อตกลงหย่าสองฉบับให้ พูดเสียงเรียบว่า “คุณดูหน่อยว่าสะดวกเมื่อไหร่ เราไปหย่ากันเถอะ”
มือขวาถือปากกาค้างกลางอากาศ โจวจิงเหยียนมองสวีเหยียนเขม็ง