รุ่งเช้าวันถัดมา เดิมทีขันทีหลัวยังดีใจอยู่หรอกว่าคืนนี้พระองค์หญิงเป่าหรงไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย ใครจะรู้ พอเปิดประตูเข้าไป กลับเห็นเงาร่างของพระองค์หญิงเป่าหรงลอยอยู่กลางอากาศ ถึงกับตกใจทรุดลงนั่งกับพื้น ตะโกนออกมาเสียงดัง
จากนั้นเขาก็รีบวิ่งออกไป ชี้ไปที่นางกำนัลเหล่านั้น ตะโกนแทบขาดใจว่า “นังแพศยา! ฝ่าบาทเกิดเรื่อง พวกเจ้ากลับไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย! จะเลี้ยงพวกเจ้าไว้ทำไมกัน!”
เมื่อคืนขันทีหลัวกลัวว่าพระองค์หญิงเป่าหรงจะร้อนใจอยากรู้ผล เขาจึงออกไปสืบข่าวข้างนอกตลอดทั้งคืน
ใครจะคิด พอกลับมาเช้าวันนี้ กลับเห็นศพของพระองค์หญิงเป่าหรง
เห็นได้ชัดว่าพระองค์หญิงเป่าหรงถูกแขวนอยู่บนคานห้อง และใต้เท้าของนางก็มีเก้าอี้ที่ล้มอยู่ตัวหนึ่ง
ทุกอย่างล้วนสอดคล้องกับเงื่อนไขของการฆ่าตัวตาย
แต่ขันทีหลัวรู้ดีว่า พระองค์หญิงเป่าหรงไม่มีความคิดอยากตายเลยสักนิด
คนอย่างนางตั้งแต่เล็กจนโตก็เป็นเช่นนี้ หากนางจะตาย นางก็ไม่มีทางตายง่าย ๆ เช่นนี้แน่ ต้องลากทุกคนที่นางสัมผัสได้ลงนรกไปด้วยกันอย่างแน่นอน
เป็นไปได้อย่างไรที่จะตายลงอย่างสงบเช่นนี้?!
เมื่อนึกถึงว่าทั้งคืนไม่มีคนฝั่งญี่ปุ่นมาแจ้งข่าวเลย ใจของขันทีหลัวก็หนักอึ้งราวกับมีก้อนหินใหญ่กดทับไว้ หายใจไม่ออก
ไม่ใช่ ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่!
ใครกันที่ฆ่าพระองค์หญิง?!
ต้องเป็นชีหยวน!
พระองค์หญิงเป่าหรงที่มาวัดหวงเจวี๋ยในครั้งนี้ ย่อมชัดเจนว่าเพื่อประสานงานกับคนญี่ปุ่น ให้อ๋องไคเหลียงลงมือสังหารชีหยวน
