“หืม?”
มุมปากของเวินหนานซียังคงประดับรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าแววตากลับเย็นเยียบลงอย่างสิ้นเชิง
นางยกมือเรียวขึ้น ใช้แขนเสื้อคลุมเต๋าตัวกว้างปิดริมฝีปากแดง ก่อนหัวเราะแผ่วเบา ราวกับเพิ่งตื่นจากฝันและสังเกตเห็นป้ายชื่อที่อยู่ข้าง ๆ ในยามนี้
“อุ๊ย เมื่อครู่พี่มัวแต่คุยกับศิษย์น้อง จึงไม่ทันสังเกต เผลอแย่งที่นั่งของน้องไปเสียแล้ว ต้องขออภัยจริง ๆ”
นางเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน แววตาพลันเจือความจนใจและเอ็นดู ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“แต่น้องคงไม่รู้ ศิษย์น้องของพี่เติบโตมาด้วยกันกับพี่ที่ยอดเขาหิมะร่วงตั้งแต่เล็ก เขาติดพี่มากที่สุด”
“คราวนี้เขาลงจากเขาไปเพียงเจ็ดวันเท่านั้น ก็คิดถึงศิษย์พี่อย่างพี่จนเกินทน พอเข้ามาในตำหนักเมื่อครู่ก็ลากพี่เข้ามาคุยใกล้ ๆ โดยไม่ฟังคำทัดทาน ไม่ยอมปล่อยมือแม้ชั่วครู่”
“น้องใจกว้างนัก ช่วยหลีกทางให้พี่ได้หรือไม่ ให้พี่กับศิษย์น้องได้รำลึกความหลังกันอีกสักหน่อย”
ถ้อยคำพรั่งพรูต่อเนื่องดุจสายน้ำ ทั้งยังโยนความผิดก้อนโตใส่เซียวไป๋อย่างแนบเนียน ราวกับเรื่องราวเป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่แรก
เห็นได้ชัดว่าเวินหนานซีมิได้มีพรสวรรค์เพียงด้านการบำเพ็ญเท่านั้น ด้านอื่นนางก็โดดเด่นไม่แพ้กัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้างดงามผุดผ่องของเสิ่นหว่านหนิงพลันฉายแววลังเล
นางขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย ถอนหายใจแผ่ว ๆ ท่าทางลำบากใจยิ่ง
