ภายในบ้านหลังใหญ่เงียบสนิทและมืดมิด เจียงลั่วผลักประตูเข้ามา คลำทางเปลี่ยนรองเท้าแตะ แล้วเอื้อมมือไปควานหาสวิตช์ไฟบนผนัง
“แคล็ก”
ไฟในห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่งสว่างขึ้น เจียงลั่วกำลังจะเดินไปห้องครัวเพื่อรินน้ำสักแก้ว ทว่าหางตากลับเหลือบเห็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา
เจียงลั่วสะดุ้งเฮือก พอเพ่งมองให้ชัดก็เห็นว่าเป็นซืออวี้เฉิง จึงพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“นายเป็นบ้าอะไร อยู่บ้านแท้ ๆ ทำไมไม่เปิดไฟ นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ตรงนี้ ทำฉันตกใจรู้ไหม!”
ซืออวี้เฉิงเอนพิงโซฟา ใบหน้ากว่าครึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาดำสนิทจับจ้องเจียงลั่วไม่กะพริบ สีหน้าหม่นหมอง
“นาย...นายจ้องฉันแบบนั้นทำไม ฉันไม่ได้กลับเกินเวลาเสียหน่อย ฉันกลับถึงบ้านตรงเวลาแปดโมงเป๊ะ!”
เห็นซืออวี้เฉิงหน้าบึ้ง เจียงลั่วก็ใจหายวาบ ในหัวรีบทบทวนว่าวันนี้เธอไปทำอะไรให้เจ้าคนดุร้ายคนนี้โมโหหรือเปล่า
คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งก็พบว่าวันนี้เธอไม่ได้ทำอะไรผิด จึงเชิดอกขึ้นอย่างมั่นใจ
“ฉะ...ฉันกลับห้องแล้วนะ”
ถึงจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เจียงลั่วก็ยังเผลออยากอยู่ห่างจากคนคนนี้เข้าไว้ จะได้ไม่โดนลูกหลงตอนเขาอารมณ์ไม่ดี
“ตอนบ่ายไปไหนมา”
เสียงของซืออวี้เฉิงทุ้มต่ำ ฟังไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
“มะ...ไม่ได้ไปไหนนี่ แค่ไปเดินห้างกับกั่วกั่ว แล้วก็กินขนมหวานนิดหน่อย”
เจียงลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บอกว่าไปคาเฟ่บัตเลอร์ชายมา
“ฉันถามเธออีกครั้ง ตอนบ่ายไปไหนมา”
ซืออวี้เฉิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนเดินเข้าหาเจียงลั่วทีละก้าว ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่เงาคลุมลงมา ทำให้เจียงลั่วรู้สึกกดดันไม่น้อย
