“ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้ ไว้รอเข้าเป็นบุตรเขยก่อนค่อยบอกเจ้า” หลินหงถู่กล่าวอย่างเหยียดหยัน
“เหอะ” หลินลั่วยิ้มเยาะ
พูดอย่างไม่แยแส “เช่นนั้นก็คงต้องให้หลินเทียนเฉิงบุตรชายที่รักของท่าน ไปเป็นบุตรเขยสะเดาะเคราะห์ให้กับคนใกล้ตายเสียแล้ว”
“เจ้ากล้าข่มขู่ข้า?!” แววตาหลินหงถู่ฉายแววโหดเหี้ยม “เชื่อไหมว่าข้าจะไม่ให้เจ้ามีชีวิตถึงคืนนี้!”
“อย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงของหลินลั่วเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งหมื่นปี แววตายิ่งเปล่งประกายเยือกเย็นเจิดจ้า
ประกายเย็นนั้นดุจคมดาบนับหมื่นเล่ม ทิ่มแทงลึกเข้าไปในใจหลินหงถู่ตามแนวสายตา
“แค่ตระกูลหลินเล็ก ๆ ข้าเพียงยกมือก็ดับสลายได้”
“ไม่เชื่อก็ลองดู”
หลินหงถู่หายใจติดขัด รู้สึกได้เพียงความหนาวเย็นไปทั้งร่าง หัวใจถึงกับหยุดเต้นไปสองจังหวะ
รู้สึกราวกับถูกอสูรร้ายจากโบราณกาลจ้องมองไว้ พร้อมจะถูกบีบตายได้ทุกเมื่อ
“อึก!” หลินหงถู่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
พูดอย่างข่มขวัญปลอบใจตัวเอง “เจ้า เจ้าจะขู่ใครกัน…”
หลินลั่วเก็บพลังกดดัน
“ว่ามาเถิด”
“บอกมา แล้วข้าจะยอมเข้าเป็นบุตรเขยตระกูลมู่หรง นับเป็นการตอบแทนพระคุณที่เลี้ยงดูมาจนสิ้น”
หลินหงถู่จิตใจล่องลอยไปชั่วขณะ
มองหลินลั่วที่กลับไปเป็นคนธรรมดาอย่างเงียบเชียบ คิดว่าเมื่อครู่ต้องเห็นผีแน่ ๆ
ไอ้ลูกผสมสารเลวนี่ไม่มีทางมีพลังกดดันรุนแรงถึงเพียงนั้น!
ต้องเป็นภาพหลอนแน่!
ช่างเถิด วันหลังยังมีโอกาสเล่นงานมันอีกมาก
จัดการเรื่องเข้าบ้านเป็นบุตรเขยก่อน!
หลินหงถู่แอบจดบัญชีแค้นหลินลั่วไว้ในใจอีกเรื่อง
“เมื่อเจ้าไม่รู้ไม่ได้ ก็จะบอกให้”
“อันที่จริงข้าก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของเจ้าคือใคร แต่อย่าเพิ่งร้อนใจ ข้ามีเบาะแสอยู่ในมือ”
หลินลั่วเลิกคิ้วขึ้นทันที สองตาจ้องเขม็งไปที่หลินหงถู่
หลินหงถู่ถูกจ้องจนขนลุก เร่งเร็วจังหวะการพูด “เรื่องเมื่อปีก่อนมันประหลาดมาก—หลิวหมิ่นขโมยเทียนเฉิงไปขาย แล้วเอาลูกของเพื่อนนางมาสลับเข้าตระกูลหลิน”
“นั่นก็คือ แม่ของเจ้าก็คือเพื่อนของหลิวหมิ่น”
“ข้าเจอสมุดบันทึกของหลิวหมิ่น ในนั้นเขียนไว้ชัดเจน”
หลินลั่วแววตาจริงจัง “หลิวหมิ่นล่ะ?”
“ตายไปแล้ว ฆ่าตัวตาย” หลินหงถู่แบมือ “เบาะแสมาขาดที่ตัวนางนี่”
หลินลั่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดังนั้น ท่านเลยต้องการให้ข้าพึ่งบารมีตระกูลมู่หรง เพื่อสืบสวนต่อไป”
หลินหงถู่ยิ้มออกมา
“ฉลาดมาก”
“เพียงแค่เจ้ายอมเข้าเป็นบุตรเขยตระกูลมู่หรง ใช้ชื่อของพวกเขาในการสืบเรื่องนี้ ก็ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ”
หลินหงถู่เพิ่มข้อต่อรองให้เรื่องการเข้าเป็นบุตรเขยอีก
หลินลั่วครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ตกลง ข้าจะเข้าเป็นบุตรเขยตระกูลมู่หรง”
ในที่สุดหลินหงถู่ก็โล่งอก “ฤกษ์แต่งงานคือวันพรุ่งนี้”
“เดี๋ยวจะมีคนมาตัดสูทให้เจ้าตามขนาดตัว ไปถึงตระกูลมู่หรงแล้วอย่าทำให้ตระกูลหลินของข้าต้องอับอาย”
……
วันรุ่งขึ้น
หลินลั่วเปลี่ยนใส่สูทที่ตัดจากขนาดตัวพอดี รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหนักแน่น จิตวิญญาณดูโดดเด่นเป็นที่สะดุดตา
สมกับคำที่ว่าผ้าขึ้นอยู่กับคน สีขึ้นอยู่กับฟอก อานม้าขึ้นอยู่กับม้า
แม้แต่หลี่อวี่เฟยที่ดูถูกหลินลั่วมากที่สุด ก็ยังถูกความหล่อเหลาของเขาสะกดจิต
พึมพำเสียงเบา “นี่คือไอ้ลูกผสมสารเลวคนนั้นหรือ?”
ส่วนหลินเทียนเฉิงที่เพิ่งไปสังสรรค์กับเด็กนั่งดริงก์ที่สถานบันเทิงยามค่ำคืนมา ตัวมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั้งเหล้าและน้ำหอม เดินโซเซไปโซเซมามาหาหลินลั่ว
“ลั่วเอ๋ย การเข้าเป็นบุตรเขยตระกูลมู่หรงช่างลำบากเจ้าเสียแล้ว”
“ต่อจากนี้ถ้าอยู่ตระกูลมู่หรงแล้วไม่ราบรื่น ก็บอกพี่มา พี่ในฐานะญาติทางบ้านแม่จะเป็นที่พึ่งให้เจ้าเอง!”
หลินลั่วไม่แม้แต่จะมองเขา “ไม่จำเป็น”
หลินเทียนเฉิงเดือดดาล “ข้าอุตส่าห์ให้เกียรติเจ้าแท้ ๆ…”
หลินหงถู่รีบฉุดโอรสสุดที่รักเอาไว้ เตือนว่า “คนรับเจ้าสาวมาแล้ว”
หลินเทียนเฉิงรีบเก็บสีหน้าโกรธเกรี้ยวทันที ในใจสาปแช่งให้หลินลั่วตายไม่ดี
ขบวนรถรับเจ้าสาวจอดตรงหน้าประตูตระกูลหลิน
หลินลั่วเดินอาด ๆ ออกไป ไม่แม้แต่จะเหลือบมองคนตระกูลหลินสักนิดตลอดเวลา
เขามองใบหน้าอันไร้ยางอายของคนตระกูลหลินออกตั้งนานแล้ว
วันนี้ก้าวเท้าออกจากตระกูลหลิน ก็จะตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลหลินโดยสิ้นเชิง
“เชอะ!” หลี่อวี่เฟยถ่มน้ำลายใส่แผ่นหลังหลินลั่ว
กล่าวอย่างอำมหิต “หมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง!”
หลินเทียนเฉิงรีบปลอบ “ท่านแม่ อย่าให้ไอ้ลูกผสมสารเลวนั่นทำให้โมโหเสียสุขภาพเลย”
“รอให้มู่หรงเสวี่ยตาย หลินลั่วมีแต่ต้องทนทุกข์! พวกเราคอยดูเรื่องสนุกก็พอ”
หลินหงถู่ยิ้ม “บ้านเราออกแรงใหญ่ในการเข้าเกี่ยวดองตระกูลมู่หรง ควรไปอ้างความดีความชอบต่อท่านปู่ได้แล้ว”
คำพูดของทั้งสามคน หลินลั่วที่เพิ่งขึ้นรถฟังได้ยินทั้งหมด
แอบคิดในใจ จะให้ตระกูลหลินของพวกท่านได้ดูละครสนุกแน่
ขบวนรถรับเจ้าสาวออกตัว
มุ่งหน้าสู่ตระกูลมู่หรงอย่างยิ่งใหญ่
ตระกูลมู่หรงในฐานะตระกูลคหบดีของตงโจว จวนที่พักเป็นสวนป่าอายุนับร้อยปี
ขบวนรถจอดตรงหน้าคฤหาสน์ประตูใหญ่สีแดงชาด
พ่อบ้านนำหลินลั่วเดินตัดผ่านลานมาเรือนหลัง
เท้าเพิ่งก้าวเข้าไปในเรือนหลัง สายตาไม่เป็นมิตรก็กวาดมายังหลินลั่ว
มู่หรงเอี๋ยนเอ่ยขึ้นอย่างไม่สุภาพ “เจ้าคือหลินลั่ว?!”
หลินลั่วผงกศีรษะ “ถูกต้อง”
สีหน้ามู่หรงเอี๋ยนดำทะมึนลงอีกสามส่วน ราวกับสอบปากคำนักโทษถามด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม “ได้ยินว่าเจ้าเป็นบุตรชายปลอมของตระกูลหลิน แถมยังเป็นอดีตนักโทษที่เพิ่งออกจากคุก?”
หลินลั่วผงกศีรษะอีกครั้ง “พรรณนาอย่างนั้นก็ได้”
ปัง!
มู่หรงเอี๋ยนตบโต๊ะดังลั่น สีหน้าบึ้งตึงตะคอก “ตระกูลหลินมันบังอาจนัก!”
“ส่งลูกชายตัวปลอมที่เคยเป็นอดีตนักโทษมาสู่ขอเป็นบุตรเขย คิดว่าข้ามู่หรงเอี๋ยนถูกกีดกันแล้วจะถูกข่มเหงง่าย ๆ งั้นหรือ?!”
“หุบอารมณ์พุ่งพล่านของท่านลงบ้าง อย่าทำให้บุตรเขยตกใจ” หลิวเยวี่ยหรงดึงแขนเสื้อมู่หรงเอี๋ยนเบา ๆ
สายตาจับจ้องไปที่หลินลั่ว พลางพิจารณาอย่างละเอียด
อย่างที่เขาว่ากันว่า ยายมองเขย ยิ่งมองยิ่งถูกใจ
จิตวิญญาณและความหล่อเหล่าของหลินลั่ว ทำให้หลิวเยวี่ยหรงพึงพอใจอย่างยิ่ง
“ไม่เลว รูปร่างหน้าตาและอากัปกิริยานี่คู่ควรกับเสวี่ยเอ๋อร์บุตรีของข้า”
“ฮึ!” มู่หรงเอี๋ยนอึดอัดใจ แต่ก็ไม่กล้าระบายอารมณ์ใส่ภรรยา
ได้แต่สะบัดแขนเสื้อหมุนตัวเดินหนี “แม้แต่ท่านหมอเทวดาก็จนปัญญา การสะเดาะเคราะห์มีแต่จะถูกหัวเราะเยาะ!”
“ท่านคอยดูเถอะ บรรดาพี่สะใภ้ของข้าต้องมาดูเป็นเรื่องขบขันแน่!”
หลิวเยวี่ยหรงไม่รับลูก
กลับหันมาพูดกับหลินลั่วด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พ่อตาของเจ้าน่ะรักหน้าตา ไม่ต้องสนใจคำพูดของเขา”
“เรื่องอาการของเสวี่ยเอ๋อร์เจ้าคงทราบดี ตอนนี้นางหมดสติไม่รู้สึกตัว ไม่อาจจัดงานแต่งงานตามปรกติได้”
“ดังนั้นต้องลำบากเจ้าหน่อย จัดงานทุกอย่างแบบง่าย ๆ …”
ระหว่างที่พูด หลิวเยวี่ยหรงก็หยิบบัตรเครดิตสีดำออกมายื่นให้หลินลั่ว
“ในบัตรมีสิบล้าน เป็นเงินเปลี่ยนคำเรียกให้”
หลินลั่วชะงักไปเล็กน้อย
เขามองออกว่าหลิวเยวี่ยหรงให้เงินด้วยความจริงใจ
ในใจพลันรู้สึกอะไรบางอย่าง
นี่หรือ คือความรักของครอบครัว?
“คุณน้า… ไม่ขอรับ ท่านแม่ เงินนี้ข้า… รับไว้ไม่ได้”
“เปลี่ยนมาเรียกท่านแม่แล้ว เช่นนี้เงินนี้เจ้าต้องรับ”
พลางยัดบัตรใส่ในมือหลินลั่วอย่างแน่วแน่
แม้นางจะรีบร้อนหาบุตรเขยสะเดาะเคราะห์ให้บุตรสาว แต่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็จะให้เข้าบ้านได้
หลังจากได้รับโทรศัพท์จากหลินเทียนเฉิง นางก็ให้คนสืบข้อมูลทั้งหมดของหลินลั่วทันที
เมื่อเห็นว่าหลินลั่วยอมเข้าคุกเพื่อพี่ชาย แล้วยังยอมเสียสละเพื่อตระกูล ก็ถือว่าเขาเป็นลูกผู้ชายที่รักและมีคุณธรรมจริง
ตอนนี้ยังไม่หวั่นไหวเพราะเงินทอง นี่ยิ่งทำให้หลิวเยวี่ยหรงพึงพอใจ
“ท่านแม่จะพาเจ้าไปห้องนอนของเสวี่ยเอ๋อร์”
“เพื่อจัดงานแต่งให้พวกเจ้า!”