พูดตามตรง ฉันก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง
หมออุตส่าห์เขียนใบสั่งยาให้ แต่ฉันกลับไม่ไปเอายาตามที่หมอสั่ง ความรู้สึกมันคล้ายกับตอนครูสั่งการบ้าน แล้วฉันแอบฉีกทิ้งไปเอง ทั้งรู้สึกผิดทั้งลับ ๆ ล่อ ๆ อย่างบอกไม่ถูก
แต่พอคิดอีกที ฉันก็รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นอะไรขนาดนั้น
คนไข้ที่หมอตรวจในแต่ละวันมีตั้งมากมาย ฉันก็เป็นแค่คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ต่อให้ฉันไม่ไปรับยา หมอก็คงไม่ถึงกับต้องยกโขยงมาตามโทรศัพท์ถามฉันด้วยตัวเองหรอกมั้ง?
ไม่ไปรับก็ไม่ไปรับสิ ไม่ได้ทำผิดกฎหมายสักหน่อย ใครบอกว่าเขียนใบสั่งยาแล้วจะต้องไปเอายาด้วยล่ะ
ถ้าคราวหน้าโรงพยาบาลโทรมาอีก ฉันจะเถียงกลับอย่างไม่สะทกสะท้านเลย
คิดได้แบบนั้น ฉันก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่สนใจสายเมื่อครู่อีก ปรับโทรศัพท์เป็นโหมดเงียบ แล้วกลับไปพิมพ์งานเหมือนเดิม ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อ
แต่ทุกครั้งที่พัก ฉันก็ยังแอบเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์เป็นระยะ คอยดูว่ามีสายที่ไม่ได้รับหรือข้อความอะไรหรือเปล่า
โชคดีที่หลังจากฉันวางสายไป โรงพยาบาลก็ไม่ได้โทรมาอีกเลย
ตอนที่ฉันคิดว่าเรื่องทั้งหมดคงจบลงแล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู “ก๊อก ๆ ๆ” ดังขึ้น
นิ้วมือฉันชะงัก ปฏิกิริยาแรกคืออึ้งไปนิดหน่อย
ฉันเหลือบมองเวลาโดยไม่รู้ตัว บ่ายสี่โมงครึ่ง
ฉันเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยเข้าสังคม เพื่อนก็มีน้อย ต่อให้มีใครสักคน ก็คงไม่มาหาถึงบ้านในเวลานี้
บริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์เหรอ? เป็นไปไม่ได้
ที่ที่ฉันเช่าอยู่เป็นชุมชนเก่า ตั้งแต่ลูกบ้านรวมกลุ่มกันไล่บริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์เจ้าเดิมออกไป ก็ไม่มีบริษัทใหม่เข้ามาดูแลอีกเลย
เจ้าหน้าที่มาอ่านมิเตอร์น้ำหรือแก๊สเหรอ? ก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน
เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งมาตรวจไป แถมฉันยังแจ้งเรื่องมิเตอร์แก๊สหมุนเองให้พวกเขารู้ด้วย
ฉันรีบตัดความเป็นไปได้เหล่านั้นออกจากหัว เดินออกจากห้องทำงาน แล้วจ้องไปทางประตูเขม็ง
ไม่รู้ทำไม แต่พอได้ยินเสียงเคาะประตูกะทันหัน ฉันก็รู้สึกระแวดระวังขึ้นมาอย่างมาก
จะเป็นใครกันนะ?
“ก๊อก ๆ ๆ”
“ก๊อก ๆ ๆ!”
“ก๊อก ๆ ๆ!!”
ฉันย่องไปยืนตรงประตู มองลอดตาแมวออกไปด้านนอก—
กลับเห็นดวงตาข้างหนึ่งแนบอยู่กับเลนส์ มองกลับมาทางฉันพอดี
ฉันยิ่งลนลานกว่าเดิม
“เหมือนไม่มีใครอยู่เลยนะ” ฉันได้ยินเสียงคนข้างนอกพูด
“เป็นไปไม่ได้ ยังไงก็ต้องอยู่บ้านแน่ ๆ” อีกคนพูด เป็นเสียงผู้ชาย “รองเท้าคู่ที่เธอใส่ไปโรงพยาบาลวันนี้ยังวางอยู่ข้างนอกเลย”
ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็เสียใจสุด ๆ ทันที
ฉันมีนิสัยถอดรองเท้าที่ใส่ออกไปข้างนอกทิ้งไว้หน้าประตูจริง ๆ
แต่…
พวกเขารู้ได้ยังไงว่าวันนี้ฉันใส่รองเท้าคู่ที่อยู่ข้างนอก?
“ก๊อก ๆ ๆ!” เสียงทุบประตูที่หนักและเร่งร้อนดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ผิดแล้ว จากเคาะประตูกลายเป็นทุบประตูไปแล้ว
เสียงประตูเหล็กนิรภัยกระแทกดังโครมครามลอดผ่านร่องขอบประตูเข้ามาถึงหู ฉันเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เสียงนี้แสบแก้วหูจริง ๆ
คนข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นใครก็น่ารำคาญไปหมด
“เปิดประตูเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ฉันจับลูกบิดประตูอย่างไม่ค่อยแน่ใจ “ฉันกลัว…”
“จะกลัวอะไร มีฉันอยู่ทั้งคน”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจอีกครั้ง ช่วยให้ความกระวนกระวายของฉันสงบลงได้มาก
“…ปล่อยให้ฉันจัดการเอง”
ฉันหลับตา สูดหายใจลึก ๆ เพื่อพยายามตั้งสติให้ได้
เสียงนั้นในหัวฉันยังคงพูดไม่หยุด ฉันจับลูกบิดประตู ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนมันแล้วแง้มประตูออกไปด้านนอก
ด้านนอกมีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่สองคนยืนอยู่
พอเห็นว่าฉันเปิดประตูในที่สุด พวกเขาก็ชะงักไปก่อน จากนั้นก็ยื่นมือมาจับขอบประตูอย่างแรง แล้วดันให้เปิดกว้างออกจนสุด
“สวัสดีครับ พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านจากศูนย์สุขภาพจิต นี่บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของพวกเราครับ”
พูดจบ ชายคนนั้นก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำ แล้วหยิบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ออกมาใบหนึ่ง
จางหนิงหย่วน
ฉันมองชื่อบนบัตร แล้วทวนในใจเงียบ ๆ หนึ่งรอบ
“มีธุระอะไรเหรอ?” ฉันไม่มีความคิดจะเชิญพวกเขาเข้ามา จึงยืนขวางอยู่หน้าประตู พิงขอบประตูไว้ทั้งตัว น้ำเสียงค่อนข้างเย็นชา
“คืออย่างนี้ครับ เช้าวันนี้คุณไปศูนย์สุขภาพจิตในเขตเมืองมาใช่ไหมครับ พวกเราแค่อยากมาเยี่ยมบ้านเพื่อสอบถามสถานการณ์ของคุณ จะได้ติดตามอาการได้ดีขึ้น” จางหนิงหย่วนอธิบาย
ท่าทีของเขาดีเหลือเกิน ต่างจากตอนทุบประตูราวกับเป็นคนละคน
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร” ฉันตอบเสียงเย็น
ทั้งสองคนชะงักไปก่อน แล้วมองหน้ากัน จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ทราบครับ ทราบครับ”
“พวกเราไม่ได้บอกว่าคุณเป็นอะไรนะครับ แค่ทำตามขั้นตอนตามปกติ แล้วก็ทำเอกสารยืนยันการเยี่ยมบ้าน ขอความร่วมมือหน่อยนะครับ ใช้เวลาไม่นานหรอก”
“จำเป็นต้องคุยกันด้วยเหรอ?” ฉันถามกลับ
“ครับ”
“ได้ งั้นเข้ามาสิ” ฉันขยับหลบ เปิดทางให้พวกเขา พร้อมผายมือเชิญเข้าไปในบ้าน “ที่นี่ไม่มีรองเท้าแตะสำรองนะ ไม่ต้องถอดรองเท้า เดินเข้ามาได้เลย”
“ขอบคุณครับ”
จางหนิงหย่วนพยักหน้าให้ฉันนิด ๆ ก่อนจะเหลือบมองผู้ชายด้านหลังที่กำลังกอดสมุดโน้ตแล้วเขียนอะไรยุกยิกอยู่ ชายคนนั้นรีบปิดสมุดทันที แล้วเดินตามจางหนิงหย่วนเข้าไป
พอทั้งสองคนเข้ามาในบ้านเรียบร้อย ฉันก็ยืนอยู่ตรงประตู ชี้ไปทางโซฟาส่ง ๆ “นั่งตามสบายเลย”
พูดจบ ฉันจับลูกบิดประตูแล้วค่อย ๆ ปิดประตูเหล็กนิรภัย
ฉวยจังหวะนั้น “คลิก” ฉันก็กดปุ่มล็อกกลอนจากด้านใน
“อยากกินผลไม้อะไรไหม?” ฉันเดินเข้าห้องนั่งเล่นแล้วถามจางหนิงหย่วนกับผู้ช่วยของเขา
ตอนนี้จางหนิงหย่วนกับผู้ช่วยกำลังยืนอยู่ริม ๆ ห้องนั่งเล่น มองสำรวจข้าวของภายในบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พอได้ยินฉันถาม เขาก็รีบยิ้มเจื่อน ๆ “ไม่ต้องลำบากหรอกครับ เราเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ไม่นานหรอกครับ”
“ไม่เป็นไร หั่นผลไม้ใช้เวลาแป๊บเดียวเอง” ฉันบอกให้พวกเขานั่งลง แล้วหันไปหยิบแอปเปิลลูกหนึ่งจากตะกร้าผลไม้ ก่อนเดินเข้าครัว
ฉันกะว่าจะจัดจานผลไม้สักจาน
ปลายนิ้วของฉันไล้ผ่านด้ามมีดที่วางเรียงกันแถวหนึ่งเบา ๆ ก่อนจะเลือกมีดพับเล่มบางเบาออกมาในที่สุด
ขออวดตัวเองสักหน่อย ฉันถนัดปอกเปลือกมากจริง ๆ
ฉันสามารถปอกเปลือกออกมาได้ทั้งแผ่นอย่างสบาย ๆ แน่นอนว่าหมายถึงเปลือกผลไม้นะ
เปลือกแอปเปิลเส้นยาวตกลงบนเขียง ไม่นานแอปเปิลในมือฉันก็ถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ ขนาดเท่ากันหมด
ฉันหยิบไม้จิ้มฟันสองอัน ปักลงบนชิ้นแอปเปิลสองชิ้นเคียงกัน แล้วปรับมุมอีกนิดเพื่อให้จัดจานออกมาดูเรียบร้อยยิ่งขึ้น
ลืมบอกไป ฉันเป็นคนย้ำคิดย้ำทำอยู่หน่อย ๆ
ถ้าไม้จิ้มฟันปักไม่ตรง จะทำให้ฉันรู้สึกขัดใจไปทั้งตัว เพราะงั้นฉันเลยต้องคอยปรับอยู่เรื่อย ๆ จนกว่าจะดูไร้ที่ติ
ตอนที่ฉันยกจานผลไม้ขึ้น เตรียมเดินไปห้องนั่งเล่น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงพึมพำเบาแสนเบาจากในห้อง
“พี่หย่วน เธอดูปกติมากเลยนะครับ หัวหน้าจางพูดเกินจริงไปหน่อยหรือเปล่า?”
“ชู่ว! หัวหน้าตรวจคนไข้มาหลายสิบปีแล้ว เคยวินิจฉัยพลาดเมื่อไหร่? เดี๋ยวนายไม่ต้องพูดอะไร เธอบอกให้เขียนอะไรก็เขียนตามนั้น เสร็จแล้วรีบกลับเลย”
ฉันได้ยินจางหนิงหย่วนหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงขรึมลง “ว่าแต่ เอาของมาครบหรือยัง?”
“อืม เอามาแล้วครับ” ผู้ช่วยตอบเสียงเบา
“ดีแล้ว กันไว้ดีกว่าแก้” น้ำเสียงของจางหนิงหย่วนฟังดูเคร่งเครียดอยู่บ้าง
ฉันยืนอยู่ในครัว ฟังบทสนทนาของพวกเขาแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย
ฉันล้างมีดพับที่ใช้ปอกผลไม้แบบไม่ใส่ใจนัก พับเก็บแล้วใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็ยกจานผลไม้ขึ้น ยิ้มกว้าง แล้วเดินไปทางห้องนั่งเล่น
“ขอโทษนะ รอนานเลย”
