รุ่ยชินอ๋องกล่าวอย่างสบาย ๆ ทว่าสำนักศึกษาหญิงมิใช่กิจการที่เปิดขึ้นเองในครอบครัว หากคิดจะทำให้สำเร็จ อย่างไรก็ต้องเข้าวังไปหารือกับฮ่องเต้
“เหตุใดจู่ ๆ ถึงนึกเป็นห่วงสำนักศึกษาหญิงขึ้นมาเล่า?” ฮ่องเต้ถามอย่างประหลาดใจเมื่อได้ยิน
“เสด็จพี่ ทรงไม่ได้สนพระทัยความเป็นไปของสำนักศึกษาหญิงมานานเท่าใดแล้วพ่ะย่ะค่ะ?”
“หลังเสด็จแม่สิ้นพระชนม์ เรื่องทางสำนักศึกษาหญิงก็อยู่ในความดูแลของเสด็จป้าทั้งหมด
“ราชกิจในแต่ละวันของเรายุ่งวุ่นวาย ไหนเลยจะมีเวลามาดูแลเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้?
“แต่เจ้าเองก็อายุไม่น้อยแล้ว บัดนี้เป็นบิดาคนแล้ว ถึงเวลารวบรวมจิตใจมาช่วยเราทำงานบ้างมิใช่หรือ?”
รุ่ยชินอ๋องไม่คิดว่าเพิ่งเอ่ยได้สองประโยค ฮ่องเต้ก็หันปลายหอกมาที่ตนเสียแล้ว
เขารีบโบกมือกล่าวว่า “เสด็จพี่ ข้าเพิ่งได้ลูกสาวกลับคืนมา อยากอยู่บ้านเป็นเพื่อนนางทุกวัน ไหนเลยจะมีใจออกไปทำงานพ่ะย่ะค่ะ!”
“แล้วเจ้ามีใจไปยุ่งเรื่องสำนักศึกษาหญิงหรือ?”
“เฮ้อ นี่ก็เพราะชิงเทียนน่ะพ่ะย่ะค่ะ!”
รุ่ยชินอ๋องเล่าเรื่องที่พระชายาพาชิงเทียนไปสำนักศึกษาหญิง ทั้งสิ่งที่พบเห็นและสิ่งที่ได้ยินมาให้ฮ่องเต้ฟังอย่างละเอียดทุกประการ
“เสด็จพี่ ที่จริงตอนแรกเมื่อชิงเทียนกลับมาบอกว่าอยากจัดตั้งสำนักศึกษาหญิง ข้าคิดเพียงว่านางยังเด็ก คงนึกสนุกขึ้นมาชั่วครู่
“แต่ภายหลังได้ฟังนางเล่าถึงสภาพของสำนักศึกษาหญิงในยามนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก
“เสด็จพี่ เหตุใดเสด็จแม่จึงจัดตั้งสำนักศึกษาหญิงในวันนั้น ข้ากับพระองค์ต่างรู้แก่ใจดี
