ผู้คนในตระกูลเย่ถึงได้มีเวลาพินิจพิจารณาชายผู้เพิ่งได้รับการช่วยเหลือกลับมา
เห็นเพียงเขามีหนวดเครารุงรังเต็มใบหน้า ผมและเคราสกปรกพันกันยุ่งเหยิง
พี่ใหญ่เย่เมื่อครู่ป้อนน้ำซุปร้อน ๆ ให้เขา ก็ต้องควานหาปากอยู่นานกว่าจะพบ
หนวดเคราบดบังใบหน้าไว้เกือบทั้งหมด ทำให้มองไม่เห็นว่ามีรูปโฉมอย่างไร คงพอคาดเดาได้จากเส้นผมและเคราที่ขาวโพลนรวมถึงรอยย่นอันลึกที่หน้าผากและหางตา ว่าเขาน่าจะเป็นชายชราที่อายุมากแล้ว
หลังจากชายชราตื่นขึ้นมา ก็ไม่พูดไม่จา มีแต่จ้องมองเกี๊ยวน้ำในหม้อ
อาสะใภ้ใหญ่เย่รีบตักใส่ชามให้หนึ่งชาม พลางพูดว่า “กินเถิด ระวังร้อน”
อีกฝ่ายก็ไม่เกรงใจ รับชามมาแล้วกินอย่างตะกละตะกลาม
ชายชราหมดเกี๊ยวน้ำเต็มชามใหญ่แล้ว สายตายังคงจับจ้องหม้อเหล็กใบใหญ่ของตระกูลเย่
นางกั๋วรีบลุกขึ้น ยื่นแขนทั้งสองกางกั้นหน้าหม้อ พลางพูดว่า “ดูอะไรนักหนา พอแค่นี้เถิดนะ!”
ชายชราเห็นดังนั้นก็ไม่พูดเปล่งเสียง ชูชามในมือขึ้น เทน้ำซุปสองหยดสุดท้ายเข้าปาก
สุดท้ายอาสะใภ้ใหญ่เย่ก็ใจอ่อน เดินเข้าไปรับชามจากมือเขาพลางพูดว่า “เกี๊ยวน้ำหมดแล้วจริง ๆ ข้าจะตักน้ำซุปให้อีกชามหนึ่ง”
ชายชราไม่ถือสา เกี๊ยวน้ำก็กินได้ น้ำซุปก็กินได้
ผลปรากฏว่า กินน้ำซุปไปอีกถึงสามชามใหญ่
อาสะใภ้ใหญ่เย่มองอยู่ข้าง ๆ ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ เกรงว่าเขาจะกินจนจุกตายเอาสักวัน
โชคดีที่ชายชราหลังจากกินน้ำซุปชามที่สามเสร็จ ก็วางชามลงในที่สุด
ชิงเทียนยังอาสาเดินเข้าไปถามด้วยความกระตือรือร้นว่า “ท่านปู่ ยังอยากกินน้ำซุปอีกหรือไม่?”
พอได้ยินเสียงชิงเทียน ชายชราเงยหน้าขวับ จ้องมองนางเขม็ง
อาสะใภ้ใหญ่เย่ถูกสายตาของเขาทำให้ใจหวาด รีบดึงชิงเทียนให้มาอยู่ข้างกายตน
“พอแล้ว ท่านฟื้นแล้วก็กินอิ่มแล้ว ควรไปทำอะไรก็ไปทำเถิด!”
แต่พอกินอาหารเช้าเสร็จ ขบวนรถเตรียมออกเดินทางใหม่ ชายชราก็เดินตามหลังคนตระกูลเย่ไปโดยไม่ส่งเสียง
พอถึงเที่ยง ทุกคนหยุดพักทำอาหาร
ชายชราไม่เข้ามาขออาหารกลับไปนั่งอยู่ไกล ๆ
ชิงเทียนถือชามกลอยจีนตุ๋นกับเนื้อกวางที่อาสะใภ้ใหญ่เย่เพิ่งตักให้ เดินไปตรงหน้าเขา ยื่นให้ พลางพูดว่า “ท่านปู่กินเถิด”
