ฉินเฮ่อเซวียนจึงเข้าใจในความตั้งใจของมารดา รีบเอ่ยขึ้นว่า “มารดาโปรดวางใจ ข้ารู้ว่าควรทำเช่นไร
“เดิมทีข้าตั้งใจว่าจะพาชิงเทียนมาคารวะท่านหลังรับประทานอาหารกลางวัน
“แต่บ่ายนี้มารดาคงต้องอยู่เป็นเพื่อนท่านน้า ข้าจึงไม่พานางมา”
ฮูหยินฉินพยักหน้าเอ่ยว่า “วันนี้ล้วนเป็นสตรี ไม่มีเพื่อนเล่นวัยเดียวกันกับเจ้า หากเจ้าอยากไปหาชิงเทียนก็ไม่เป็นไร
“เอาเถิด รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด อย่าให้ท่านน้าของเจ้าต้องรอคอยพวกเรา”
ฮูหยินฉินกล่าวจบ ยังใช้ให้สาวใช้คนสนิทของตนชื่อเยว่เถาไปช่วยฉินเฮ่อเซวียนเปลี่ยนเสื้อผ้า
ฉินเฮ่อเซวียนเพิ่งกลับมาจากนอกด่านได้ไม่นาน ต่อพฤติกรรมที่ออกมาเพียงวันเดียวต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหลายชุดนี้ คิดแล้วก็ยากจะเข้าใจ
เมื่อก่อนอยู่ที่นอกด่าน ต่อเมื่อซ้อมยุทธแล้วเหงื่อท่วมตัวถึงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
แต่ที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่งในวันนี้ก็คือ เสื้อผ้าที่เลือกไว้ตั้งแต่เมื่อวาน กลับไม่ได้สวมในยามเช้า
กลับสวมชุดลำลองอีกชุดหนึ่งนั่งรถมาถึงสวน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นชุดที่เลือกไว้ก่อนหน้านี้
และชุดนี้เพิ่งจะสวมได้เพียงครึ่งวัน บัดนี้เพียงจะไปรับประทานอาหารกลางวัน เหตุใดจึงต้องเปลี่ยนอีกเล่า?
ฉินเฮ่อเซวียนจึงถามเยว่เถา
เยว่เถาเรียนรู้มาเช่นนี้ตั้งแต่เล็ก ติดตามฮูหยินฉินมาอยู่เสมอก็ปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด ไม่เคยคิดถึงสาเหตุเลย ถูกเขาถามเอ่ยก็ตะลึงไปชั่วขณะ
“นี้...คนมีฐานะไม่ล้วนเป็นเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”
ฟังนางกล่าวเช่นนี้ ฉินเฮ่อเซวียนก็เข้าใจในใจ
แท้จริงหาเหตุผลอันใดไม่ เพียงแต่คนรวยว่างจัดชอบเรื่องมาก โอ้อวดให้เห็นเท่านั้น
โชคดีที่ความพิถีพิถันของคนเหล่านี้ยังไม่ถึงขั้นคลุ้มคลั่ง ไม่ต้องเปลี่ยนตั้งแต่ชั้นในจนถึงชั้นนอก เพียงเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวนอกตัวเดียวก็พอ
ฉินเฮ่อเซวียนจัดแจงเสร็จเรียบร้อยโดยเร็ว มาถึงหน้าประตูคอยฮูหยินฉิน
ฮูหยินฉินเปลี่ยนเสื้อผ้ายุ่งยากกว่าเล็กน้อย ไม่เพียงต้องเปลี่ยนชุดกระโปรง ถึงขั้นเครื่องประดับศีรษะก็ต้องเปลี่ยนให้เข้ากับสีของชุด แล้วยังต้องเติมเครื่องสำอางบางๆ อีกครั้งหนึ่ง
