อาสะใภ้ใหญ่เย่ลนลานจนเลอะเลือนไปชั่วขณะ
เย่เหล่าต้ากำลังแช่อยู่ในถังอาบน้ำจนขึ้นมาไม่ได้ ส่วนเย่อร์เหล่าซานก็ไม่อยู่บ้าน นางจึงร้องเรียกเย่เหล่าเอ้อร์โดยไม่ทันคิด
ทว่ากลับลืมไปว่าเย่เหล่าเอ้อร์เป็นบิดาแท้ ๆ ของเย่ชางรุ่ย
แม้แต่ผู้เป็นอาก็ยังทนไม่ไหวจนจะไปทวงถามความเป็นธรรม แล้วบิดาแท้ ๆ จะอดกลั้นได้อย่างไร?
อาสะใภ้ใหญ่เย่ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็คว้าขอเกี่ยวเตาไฟแล้วตามไปแล้ว
“โอ๊ย!” อาสะใภ้ใหญ่เย่ตบต้นขาตัวเอง “คราวนี้แย่แล้ว!”
นางไม่สนใจสิ่งอื่น รีบตามไปก่อนทันที
พอเห็นอาสะใภ้ใหญ่เย่ตามไปแล้ว อาสะใภ้สามเย่ก็รีบเข้ามาดูอาการบาดเจ็บของเย่ชางรุ่ย
นับว่าโชคดีมาก ก้อนหินกระแทกเหนือแนวคิ้วของเย่ชางรุ่ย หากต่ำลงมาอีกนิดเดียวก็จะโดนตาแล้ว
ถ้าตาถูกกระแทกจนเสียหาย เรื่องคงใหญ่โตแน่
“ชางรุ่ย เจ็บตรงไหนหรือไม่ เวียนหัวหรือไม่ คลื่นไส้อยากอาเจียนหรือเปล่า?
“หากไม่สบายตรงไหนต้องบอกออกมา อย่าฝืนทนไว้คนเดียว เข้าใจหรือไม่?”
ก่อนหน้านี้เย่เหล่าซานเคยขึ้นเขาไปตัดไม้ แล้วถูกกิ่งไม้ใหญ่ที่ร่วงลงมากระแทกศีรษะ
คราวนั้นอาการค่อนข้างหนัก นอกจากปวดหัวแล้วยังคลื่นไส้อยากอาเจียนอยู่บ่อย ๆ
ตอนนั้นทั้งเชิญหมอ ทั้งซื้อยามารักษา กว่าจะหายดีก็ใช้เวลากว่าหนึ่งเดือน
เพราะเหตุนี้ อาสะใภ้สามเย่จึงยังจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้อย่างแม่นยำ
อาสะใภ้รองเย่เอาแต่ร้องไห้ ยังนึกไม่ถึงเรื่องนี้ พอได้ยินอาสะใภ้สามเย่ถามก็ยิ่งร้อนใจขึ้นมา
ลูกชายของตนเฉลียวฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร ยามอยู่ที่นอกด่านก็มักได้รับคำชมจากอาจารย์
แม้แต่อาจารย์เว่ยยังกล่าวว่าเขาเป็นต้นกล้าที่ดี
สองสามีภรรยาตัดสินใจไว้นานแล้วว่าจะอบรมลูกชายให้ดี
ใครจะรู้ว่าบัดนี้กลับถูกคนเอาก้อนหินฟาดศีรษะ หากได้รับบาดเจ็บจนเสียหาย แล้วต่อไปจะทำอย่างไร
อาสะใภ้รองเย่ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นห่วง ร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม
ตรงกันข้าม เย่ชางรุ่ยกลับคอยเช็ดน้ำตาให้นางไม่หยุด พลางกล่าวว่า “ท่านแม่ อย่าร้องไห้เลย ข้าไม่เป็นไร”
ทางด้านอาสะใภ้ใหญ่เย่ฝีเท้าไม่เร็วเท่าเย่เหล่าซื่อกับเย่เหล่าเอ้อร์ กว่าจะไปถึงตระกูลหลิว ลานบ้านก็วุ่นวายไปหมดแล้ว
