ยามนี้เลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว ลูกค้าในร้านจึงทยอยลดน้อยลง อาสะใภ้ใหญ่เย่จึงไม่ได้กลับไปที่ครัวหลังร้าน
นางถามอย่างสงสัยว่า “ผู้อาวุโสจ้านเรียกเจ้าไปทำอันใดหรือ? ไปที่ว่าการตามคนกลับไปจับพวกเขาหรือ?”
“เฮ้อ เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ที่ว่าการในเมืองหลวงจะไปจับคนได้อย่างไร” เย่เหล่าเอ้อร์กล่าวพลางกินอาหาร “ผู้อาวุโสจ้านเองก็คงรู้แก่ใจอยู่แล้ว
“ต่อหน้าสองพ่อลูกตระกูลหวัง เขาพูดจาเคร่งขรึมเอาเรื่อง แต่ลับหลังกลับบอกข้าว่า ให้นำจดหมายที่เขาเขียนไปมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรก็พอ
“ส่วนในจดหมายเขียนอะไรไว้ ข้าก็ไม่รู้แล้ว”
“เจ้ามาเสียเที่ยวก็ดีเหมือนกัน ภรรยาของเจ้าช่วงนี้ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ทั้งยังเป็นห่วงทางบ้านอยู่ตลอด เจ้ามาสักครา นางจะได้คลายกังวลบ้าง”
ระหว่างที่กำลังพูด อาสะใภ้รองเย่ก็พาคนกลับมาจากข้างนอก
วันนี้นางไปบ้านของรองเจ้ากรมพิธีการ ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ฮูหยินรองเจ้ากรมพิธีการกับบุตรสาวทั้งสองคน
ก่อนหน้านี้แม่นางลวี่พูดอย่างใจกว้างว่า ให้ลูกค้ามาที่ร้านเพื่อวัดตัวและรับเสื้อผ้ากันเอง
แต่เมื่อลงมือทำจริงกลับมีอุปสรรคมากมาย
ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ตอนนี้อาสะใภ้รองเย่ยังไม่มีร้านเป็นของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นร้านเกี๊ยวหรือหอสุราในยามนี้ นางก็ยังรู้สึกคล้ายอาศัยชายคาผู้อื่นอยู่
ที่สำคัญ ร้านเกี๊ยวกับหอสุราเป็นสถานที่ผู้คนพลุกพล่านวุ่นวาย ไม่เหมาะให้เหล่าฮูหยินขุนนางกับคุณหนูตระกูลใหญ่เดินทางมาวัดตัวตัดเย็บเสื้อผ้า
ดังนั้นตอนนี้อาสะใภ้รองเย่จึงจัดให้ช่างปักคนหนึ่งรับหน้าที่ไปวัดตัวถึงบ้าน ส่วนตนเองจะพาช่างปักอีกคนที่ฝีมือประณีตไปส่งเสื้อผ้า หากมีจุดใดไม่เหมาะสมก็จะได้แก้ไขให้เรียบร้อย ณ ที่นั้น
