ในอ้อมอกกำใบสั่งโต๊ะจีนไว้ อาสะใภ้ใหญ่เย่ดีใจแทบจะเก็บไม่อยู่
แต่เพราะเย่จวนเอ๋อร์บอกให้นางทำตัวนิ่ง ๆ ไว้ ตอนอยู่ที่บ้านตระกูลเจิ้งนางจึงพยายามกลั้นเอาไว้ตลอด
จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน จึงได้ดึงอาสะใภ้สามเย่เข้าไปในห้องของตน แล้วเล่าเรื่องที่จวนตระกูลเจิ้งเมื่อครู่ให้ฟังอย่างละเอียด
“อะไรน่ะ?” อาสะใภ้สามเย่ฟังจนตะลึง “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านพูดช้าลงหน่อย ท่านพูดว่าอะไรนะ ข้ารู้สึกเหมือนฟังผิดไปเองยังไงไม่รู้”
“ข้าบอกว่า วันนี้รับโต๊ะจีนมาทั้งหมดสิบสองราย แต่ละรายสิบรายจ่ายมัดจำมาแล้ว รับรองว่างานนี้ได้ผลแน่นอน!
“ไหนจะงานของเจียงหยวนไวอีก ถ้าเราสองคนตั้งใจทำ เดือนหนึ่งก็เก็บเงินได้ไม่น้อยเลย!”
อาสะใภ้ใหญ่เย่พูดจบ สีหน้าก็ดูมีลังเล เหมือนมีอะไรพูดไม่ออก
อาสะใภ้สามเย่เห็นดังนั้น ใจก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
วันนี้นางแม้จะไปเป็นแม่ครัวช่วยอาสะใภ้ใหญ่เย่ แต่พูดตามตรง ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
นอกจากตอนเริ่มแรกที่ช่วยล้างผัก จัดการไก่ ปลา และเนื้อ แล้ว ที่เหลือแทบจะไม่ได้จับงานอะไรเลย
ประการแรก ฝีมือการหั่นของนางห่างจากอาสะใภ้ใหญ่เย่ไกลนัก หั่นผักยังพอไหว แต่หั่นเนื้อไม่ไหวจริง ๆ
เนื้อลาห้าสมุนไพรที่หั่นตอนแรก อาสะใภ้ใหญ่เย่หั่นออกมาเป็นชิ้นสวยงาม บางจนเกือบโปร่งแสง
ส่วนนางลองหั่นดูสองสามครั้ง ไม่ก็เนื้อแตก ไม่ก็หนาบางไม่สม่ำเสมอ สุดท้ายก็ต้องให้อาสะใภ้ใหญ่เย่รับช่วงต่อ
ประการที่สอง แม้ปกติทำกับข้าวที่บ้านจะเป็นอาสะใภ้สามเย่คอยเป็นตัวช่วยให้อาสะใภ้ใหญ่เย่ แต่นั่นก็เป็นกับข้าวบ้าน ๆ วัตถุดิบก็ง่าย ๆ
ออกมาทำโต๊ะจีน หลายอย่างเป็นกับข้าวที่อาสะใภ้สามเย่ไม่เคยแม้แต่จะได้กินมาก่อน นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นตัวช่วยอะไรได้ ก็ได้แต่ดูอาสะใภ้ใหญ่เย่ยุ่งอยู่คนเดียว
ดังนั้น หากอาสะใภ้ใหญ่เย่จะไม่พานางไปด้วยอีก นางคิดว่าในใจคงเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจได้ ยังไงซะที่นางช่วยได้ก็จำกัดจริง ๆ
เห็นอาสะใภ้ใหญ่เย่ลังเลไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร อาสะใภ้สามเย่จึงถามออกไปเองว่า “พี่ใหญ่ พวกเราเป็นพี่สะใภ้น้องสะใภ้กันมาหลายปี โตมาเหมือนพี่น้องกันแล้ว มีอะไรก็พูดตรง ๆ เถอะ ไม่ต้องลำบากใจขนาดนั้น”
