ชิงเทียนมองผู้อาวุโสเฉินอย่างเหม่อลอย ท่าทางยิ้มไม่ถึงดวงตาบนใบหน้าของเขาทำให้นางตกใจจนถอยกรูดไม่หยุด
ผู้อาวุโสเฉินคิดเพียงว่านางยังเด็กและขี้อาย จึงตามติดไปทีละก้าว ทั้งยังหยิบตุ๊กตาไม้ตัวเล็กออกมา ยืนกรานจะยัดใส่มือนางให้ได้
แผ่นหลังของชิงเทียนแนบติดกำแพงลานบ้าน ถอยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว สุดท้ายนางก็ร้องไห้โฮออกมา
“ร้องไห้ทำไมเล่า!” ผู้อาวุโสเฉินถามอย่างไม่เข้าใจ “ไม่ชอบตุ๊กตาตัวนี้หรือ เช่นนั้นท่านผู้เฒ่าจะเปลี่ยนให้เจ้าอีกตัว!”
เห็นผู้อาวุโสเฉินหยิบข้าวของต่าง ๆ ออกมาจากแขนเสื้อไม่หยุด ชิงเทียนจึงร้องไห้ตะโกนเสียงดังว่า “ท่านพ่อ!”
เย่เหล่าต้ากำลังซักผ้าอยู่หลังเรือน พอได้ยินเสียงร้องไห้ของชิงเทียนก็รีบลุกขึ้น เช็ดมือพลางวิ่งไปยังลานด้านหน้า
วิ่งไปได้ครึ่งทางก็ได้ยินลูกสาวร้องเรียกท่านพ่อด้วยเสียงสะอื้น เขายิ่งร้อนใจ ฝีเท้าพลันเร่งเร็วขึ้น วิ่งพรวดออกไปในไม่กี่ก้าว
“เป็นอะไรไป ล้มหรือ?” เย่เหล่าต้าถามพลางวิ่ง พอเห็นผู้อาวุโสเฉินก็ชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
ทันทีที่ชิงเทียนเห็นเย่เหล่าต้า นางก็ร้องไห้วิ่งเข้าไปหา ก่อนโผเข้าหาอ้อมอกเขาแล้วสะอึกสะอื้นเสียงดัง
ผู้อาวุโสเฉินหิ้วลูกข่างไม้ไว้ในมือ ยืนเก้อเขินอยู่กับที่ “ข้า... ข้าเพียงซื้อของเล่นมาให้เด็กน้อยไม่กี่ชิ้น แต่นางดูเหมือนจะไม่ชอบสักชิ้น...”
เย่เหล่าต้าขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังคงกล่าวอย่างสงบว่า “ข้ากับมารดาของนางสอนนางอยู่เสมอว่าอย่ารับของจากคนภายนอก ดังนั้นท่านให้สิ่งใด นางก็ไม่รับหรอก”
“ข้าจะนับเป็นคนภายนอกได้อย่างไร...” ผู้อาวุโสเฉินคิดจะบอกว่าตนจะเป็นคนนอกได้อย่างไร
ทว่าพอคิดอีกที ตราบใดที่นางโหยวไม่ยอมรับเขา สำหรับครอบครัวนี้แล้ว เขาก็มิใช่คนนอกหรอกหรือ
“เอ่อ... นางโหยว...” ผู้อาวุโสเฉินอยากถามว่านางโหยวไปที่ใด แต่เมื่อนึกว่านางอาจอยู่ในเรือน หากออกมาเห็นว่าเขาทำให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนร้องไห้ คงยิ่งโกรธกว่าเดิม
กลับเป็นเย่เหล่าต้าที่เห็นท่าทางของเขาแล้วเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “นางไปหารือธุระกับเจียงหยวนไว ท่านจะเข้ามานั่งคุยกันสักหน่อยหรือไม่?”
