ยามชิงเทียนล้มป่วย สถานการณ์ทางด้านเย่เหล่าต้าเองก็ย่ำแย่ไม่น้อย
ทั้งสองคนอยู่ที่เชิงเนินตลอดคืน กระทั่งรุ่งขึ้น หิมะหยุดตกและดวงตะวันปรากฏ จึงนำแพไม้ลงแม่น้ำ
ความคิดที่จะนั่งแพไม้ล่องตามกระแสน้ำฟังดูไม่มีปัญหา ทว่าเมื่อลงมือทำจริงกลับยากลำบากยิ่งนัก
สองฝั่งแม่น้ำสายนี้เป็นหน้าผาสูงชัน ปกติจึงแทบไม่มีผู้ใดเข้ามา มิฉะนั้นคงไม่มีกองทรายทองเต็มพื้นแต่กลับไม่มีใครล่วงรู้
ตลอดเส้นทางที่เย่เหล่าต้ากับเถ้าแก่เฉิงล่องตามกระแสน้ำ ทั้งคู่หาสถานที่ให้หยุดปรับทิศทางหรือพักผ่อนไม่ได้เลย ทำได้เพียงปล่อยให้สายน้ำพัดพาไป
ช่วงแรกของเส้นทางยังพอราบรื่น ทว่าพอมาถึงช่วงหลัง ลำน้ำกลับแคบลงฉับพลัน กระแสน้ำก็เชี่ยวกรากขึ้นตามไปด้วย
เย่เหล่าต้าขยับเท้าไม่สะดวก จึงทำได้เพียงนั่งอยู่บนแพไม้ พอช่วยประคองให้แพมั่นคงได้บ้าง
เพียงดูแลตนเองไม่ให้พลัดตกลงไปได้ ก็ถือว่าช่วยได้มากแล้ว
ส่วนเถ้าแก่เฉิงกำกิ่งไม้ขนาดเท่าท่อนแขนไว้ในมือ จับจ้องเบื้องหน้าอย่างจดจ่อ ต้องคอยใช้มันยันโขดหินใหญ่กลางลำน้ำเพื่อปรับทิศทางแพอยู่ตลอด
กระแสน้ำเชี่ยวถึงเพียงนี้ หากแพไม้พุ่งชนก้อนหินเข้าโดยไม่ทันระวัง ย่อมแตกกระจายเป็นแน่ ถึงตอนนั้นทั้งสองก็ต้องตกลงไปในสายน้ำเย็นเยียบที่ไหลเชี่ยว
งานนี้มิได้ทดสอบเพียงไหวพริบของเถ้าแก่เฉิงเท่านั้น แต่ยังทดสอบกำลังแขนและความมั่นคงของช่วงล่างอย่างหนักหน่วง
หลายครั้งเขายืนทรงตัวไม่อยู่ เกือบพลัดตกจากแพไม้
