ยามค่ำคืน บ้านเรือนแต่ละหลังต่างดับไฟลงตามลำดับ
อาสะใภ้ใหญ่เย่นอนบนเตียงแล้วนอนไม่หลับ
เย่เหล่าต้ากล่าวว่า “อย่าคิดมากไปเลย นอนเถอะ พลิกตัวไปมาอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวก็ปลุกเด็กให้ตื่น”
อันที่จริง ชิงเทียนในยามนี้ยังไม่ได้หลับเลยสักนิด
นางเข้าใจแล้วว่าบิดามารดาทำเงินหาย แต่ยังไม่ค่อยชัดเจนว่าห้าสิบตำลึงเงินเป็นเงินจำนวนมากเพียงใด
แต่ยังจำได้ว่า ครั้งที่อยู่ที่ตระกูลซ่าน นางซ่านเคยทะเลาะกับซ่านเหล่าต้านานกว่าครึ่งเดือน เพราะซ่านเหล่าต้าออกไปเลี้ยงสุราผู้อื่นแล้วใช้เงินไปครึ่งตำลึง
ห้าสิบตำลึงต้องเป็นจำนวนที่มากมายมหาศาลแน่ ๆ เช่นนั้นแล้วมารดาจึงได้ร้องไห้อย่างทุกข์ระทมถึงเพียงนั้น
ชิงเทียนพลิกตัว มุดเข้าไปในอ้อมอกของอาสะใภ้ใหญ่เย่ มือเล็กทั้งสองข้างโอบรอบคอของนาง เสียงอ่อนละไมกล่าวว่า “แม่ ไม่ต้องเสียใจไปเลย ขอเพียงข้าโตขึ้นเมื่อใด ท่านก็ยกข้าไปแต่งงานได้ ครานั้นก็จะได้เงินสินสอดแล้ว!”
เย่เหล่าต้าและอาสะใภ้ใหญ่เย่ต่างคิดว่าชิงเทียนคงจะพูดว่า เมื่อนางโตขึ้นจะได้ทำงานหาเงินมาให้พวกเขา
ใครจะรู้ว่าภายหลังกลับมีประโยคต่อท้ายเช่นนี้
อาสะใภ้ใหญ่เย่ลุกขึ้นพรวดเดียว อุ้มชิงเทียนขึ้นมากอดแล้วถามว่า “ถ้อยคำนี้ใครบอกเจ้า?”
“คือ ตอนก่อนหน้านี้...” ชิงเทียนไม่รู้ว่าจะเรียกนางซ่านอย่างไรดี จึงข้ามไปแล้วพูดต่อ “พวกเขาบอกว่า เมื่อข้าแต่งงานแล้ว เงินสินสอดก็จะได้นำมาใช้เป็นค่าสู่ขอสะใภ้ให้น้องชาย”
อาสะใภ้ใหญ่เย่ได้ยินดังนั้นก็ทนไม่ไหวขึ้นมาทันที ใจเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนที่ตนเองทำตั๋วเงินหายเสียอีก
เย่เหล่าต้าก็โกรธจนใช้กำปั้นทุบแผ่นไม้หัวเตียงอย่างแรง
อาสะใภ้ใหญ่เย่อุ้มชิงเทียนไว้แล้วกล่าวว่า “ลูกที่ดี เมื่อก่อนพวกเขาพูดอะไรกับเจ้า ต่อไปเราก็ลืมมันเสียทั้งหมด จะดีหรือไม่
“ต่อไปขอเพียงจำคำพูดของบิดามารดาไว้ก็พอ เข้าใจหรือไม่?”
ชิงเทียนพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
