หลังจากรุ่ยชินอ๋องกับพระชายารุ่ยชินอ๋องส่งชิงเทียนมาถึงจวนเฉินเมื่อครู่ ก่อนลงจากรถม้า ชิงเทียนบอกให้ทั้งสองรอสักครู่แล้วค่อยกลับ
สองสามีภรรยาไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็เชื่อฟังอย่างว่าง่าย
ยามนี้ทั้งคู่มองเห็นชิงเทียนเดินมาทางนี้
ดูเหมือนทั้งสองจะตระหนักถึงบางสิ่ง หัวใจจึงเริ่มเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เย่เหล่าต้ากับอาสะใภ้ใหญ่เย่มองแผ่นหลังของชิงเทียนที่หันเดินจากไป ดวงตาพลันแดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่
ผู้อาวุโสเฉินมองอยู่ข้าง ๆ ในใจก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง
ความทุกข์ใจและความลังเลดิ้นรนของผู้ใหญ่และเด็กตลอดช่วงเวลานี้ ล้วนอยู่ในสายตาของเขา
ทว่าอีกฝ่ายเป็นเชื้อพระวงศ์
ดังคำกล่าวที่ว่า แขนย่อมไม่อาจงัดขาได้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับราชวงศ์ ตระกูลเย่ไหนเลยจะนับเป็นแขนได้ แม้แต่นิ้วก้อยยังเทียบไม่ติด อย่างมากก็เป็นเพียงเส้นขนเส้นหนึ่งบนปลายนิ้วเท่านั้น
ยิ่งปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน ก็ยิ่งเป็นผลร้ายต่อเย่เหล่าต้ากับอาสะใภ้ใหญ่เย่
ท่ามกลางสายตาของทุกคน ชิงเทียนเดินไปหยุดตรงหน้ารุ่ยชินอ๋องกับพระชายารุ่ยชินอ๋อง แล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่”
“เอ๋ เอ๋!” แม้รุ่ยชินอ๋องจะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่พอได้ยินคำนี้กับหู ก็ยังตื่นเต้นจนตัวสั่นไปทั้งร่าง
ส่วนพระชายารุ่ยชินอ๋องถึงกับหลั่งน้ำตาราวสายฝน
นางย่อตัวลง โอบชิงเทียนเข้ามาในอ้อมอก พลางร่ำไห้เอ่ยว่า “ลูกแม่เอ๋ย เจ้าหารู้ไม่ว่าหลายปีมานี้แม่ใช้ชีวิตเช่นไร
“แม่คิดถึงเจ้าจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ
“ทุกครั้งที่เห็นเด็กอายุไล่เลี่ยกับเจ้า แม่ก็อดคิดไม่ได้ว่า หากเป่าเอ๋อร์ของแม่ยังอยู่ เวลานี้คงโตเท่านี้แล้ว
