“ต้องลงเงินเท่าไรหรือ?” ยายเย่ถาม
อาสะใภ้สามเย่ตอบว่า “อย่างน้อยก็ต้องแปดสิบตำลึง นายน้อยบอกว่า หากเป็นไปได้ ทั้งสองฝ่ายลงเงินฝ่ายละหนึ่งร้อยตำลึง จะได้มีเงินทุนเหลือเฟือขึ้นหน่อย
“เรื่องอื่นยังไม่ต้องพูดถึง แค่ที่ดินในเมืองหลวงก็แพงลิบลิ่วแล้ว
“กิจการโรงช่างไม้ยังต้องใช้พื้นที่มาก หากคิดหาหน้าร้านที่เหมาะสม เกรงว่าจะต้องใช้เงินไม่น้อย”
พอยายเย่ได้ยินจำนวนเงินนี้ ในใจก็อดรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจไม่ได้
ทว่านางใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าก็คิดว่านี่เป็นโอกาสที่ไม่เลว แม้เงินที่จะลงไปจะมากอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเงินที่พวกเจ้าสองคนหามาเอง เมื่อคิดดีแล้วก็ทำตามนั้นเถิด
“ส่วนเรื่องร่วมมือกัน วันหน้าต้องเขียนสัญญาให้รอบคอบ เขียนรายละเอียดให้ชัดเจนทุกด้าน ถึงเวลานั้นค่อยให้ชิ่งซานหาผู้รู้มาช่วยตรวจดูเสียก่อน
“พวกเจ้าสองคนอ่านหนังสือไม่ออก ในบ้านเราก็ไม่มีใครเข้าใจเรื่องพวกนี้ อย่าได้ประมาทเด็ดขาด
“ยามเช่นนี้อย่ากลัวว่าจะรบกวนผู้อื่น หากเกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ ต่อให้ร้องไห้ก็ไม่รู้จะไปหาผู้ใด”
ตอนแรกอาสะใภ้สามเย่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน แม้ปกตินางจะเป็นคนเปิดเผยไม่คิดมาก แต่ลึก ๆ แล้วก็เป็นคนทะนงตนอยู่ไม่น้อย
มิฉะนั้นก่อนหน้านี้ นางคงไม่กลัดกลุ้มถึงเพียงนั้นเพราะคิดว่าตนสู้พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองไม่ได้
หากไม่จำเป็นจริง ๆ นางย่อมไม่อยากรบกวนเย่ชิ่งซาน
แต่พอได้ฟังคำของยายเย่ นางก็เห็นว่ามีเหตุผล จึงพยักหน้ารับ “ท่านแม่ ข้าทราบแล้ว ท่านวางใจเถิด”
ยายเย่พูดกับสะใภ้สามจบแล้วก็หันไปกล่าวกับเย่เหล่าซื่อว่า “เรื่องเตรียมของสำหรับหมั้นหมาย มีพี่สะใภ้ทั้งสามของเจ้าช่วยก็พอแล้ว สองวันนี้หาเวลาว่างไปกับพี่สามของเจ้า ช่วยกันดูว่ามีหน้าร้านที่เหมาะสมหรือไม่
“เจ้าทำงานในองครักษ์อวี้หลินมานาน เมืองหลวงคงคุ้นเคยดี เรื่องนี้มอบให้เจ้าแล้ว”
เมื่อยายเย่เอ่ยปากแล้ว เย่เหล่าซื่อย่อมไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ
แต่เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าบริเวณใดในเมืองหลวงเหมาะแก่การเปิดโรงช่างไม้
พอออกจากจวนรุ่ยชินอ๋อง เย่เหล่าซื่อก็ถามว่า “พี่สาม พวกท่านอยากหาสถานที่แบบใดหรือ?”
