เพิ่งพ้นเดือนแรกของปี พอฮ่องเต้ว่างเว้นจากราชกิจ พระองค์ก็เริ่มทรงห่วงใยเรื่องหุบเขาเจียผีกัวว่ามีเหมืองทองหรือไม่
ย่อมทราบกันดีว่า ทุกวันนี้กิจการทั่วแคว้นล้วนต้องใช้เงินทองจำนวนมาก
แม้จะเปิดเส้นทางเดินเรือแล้ว แต่การเดินทางไปกลับนอกจากจะอันตราย ยังใช้เวลายาวนาน ให้ความรู้สึกว่าหยิบน้ำไกลมาดับกระหายไม่ทันการณ์
ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ทรงเรียกผู้คนมากมายมาศึกษาทรายทองที่เย่เหล่าต้านำกลับมาแล้ว
ทุกคนต่างคาดการณ์ว่าหุบเขาเจียผีกัวไม่เพียงมีเหมืองทอง แต่ยังน่าจะเป็นเหมืองที่อุดมสมบูรณ์
ถึงขั้นมีคนกล้าคาดเดาว่า ปริมาณทองในเหมืองหุบเขาเจียผีกัวอาจมากกว่าเหมืองทองแห่งใดในต้าฉีเสียอีก
ดังนั้นพอพ้นเดือนแรกของปี ยังไม่ทันถึงวันที่สองเดือนสอง ฮ่องเต้ก็ทรงเรียกรุ่ยชินอ๋องเข้าเฝ้าอย่างร้อนพระทัย เพื่อหารือเรื่องคัดเลือกคนออกเดินทางโดยเร็ว
ปีใหม่ปีนี้นับเป็นปีที่รุ่ยชินอ๋องทรงมีความสุขและสบายพระทัยที่สุดในรอบสิบปี
พระองค์แทบอยากประทับเฝ้าพระธิดาอยู่ในจวนองค์หญิงทุกวัน จนไม่อยากเสด็จกลับจวนอ๋องด้วยซ้ำ
ทุกวันนี้ข้าวของหลายอย่างในจวนรุ่ยชินอ๋องถูกย้ายมายังจวนองค์หญิง บ่าวรับใช้ใกล้ชิดก็ถูกเรียกมาที่นี่ด้วย
ทำให้คนอื่น ๆ ในจวนอ๋องได้แต่ถอนหายใจไม่หยุด
แต่ก่อนก็เพียงออกไปเที่ยวช่วงเทศกาล ไม่อยู่ในจวนเท่านั้น
เดิมทีคิดว่าหลังองค์หญิงน้อยกลับมา ในจวนคงกลับสู่ความปกติ และมีชีวิตชีวาขึ้นเสียที
ใครจะรู้ว่าคนทั้งครอบครัวกลับย้ายออกไปกันหมด ยิ่งทำให้จวนเงียบเหงา
ดังนั้นเมื่อได้ยินฮ่องเต้ตรัสถามเรื่องเหมืองทอง ความคิดแรกของรุ่ยชินอ๋องคือปัดภาระออกไป
“เสด็จพี่ กระหม่อมคิดดูแล้ว เรื่องนี้ควรมอบให้ผู้มีประสบการณ์มากกว่าจัดการจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้กลับทอดพระเนตรออกทันทีว่าพระองค์คิดอะไรอยู่ จึงโบกพระหัตถ์ตรัสว่า “ให้เจ้าไปบัญชาการ มิใช่ให้ไปขุดเหมืองเสียหน่อย
“เจ้าอยากได้ผู้มีประสบการณ์แบบใด เราก็จัดให้ครบถ้วนมิใช่หรือ?”
“แต่...” รุ่ยชินอ๋องยังคิดดิ้นรนอีกสักหน่อย เด็กเติบโตเร็วมาก พริบตาเดียวก็โตแล้ว
ก่อนหน้านี้พลาดช่วงเวลามาหลายปี บัดนี้พระองค์ไม่อยากพลาดแม้แต่น้อย
