โรงหมอตั้งอยู่ในตรอกแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเมือง
แม้ทำเลจะไม่สะดุดตานัก ทว่าคนไข้กลับมีไม่น้อย
ยามเที่ยงวัน หน้าประตูยังมีคนจูงเด็กต่อแถวอยู่หลายคน
นางหลินก้าวลงจากรถม้าก็เอ่ยว่า “พวกเจ้ารอข้าสักครู่ ข้าจะเข้าไปทักทายหมอก่อน”
ไม่นานก็มีคนออกมาต้อนรับ พวกเขาถูกเชิญให้จอดรถม้าไว้ในลานด้านหลัง จากนั้นจึงพาทุกคนไปพักในห้องหนึ่ง
“ฮูหยินใหญ่เย่ รอสักครู่นะขอรับ หมอหลินกำลังตรวจคนไข้คนนี้อยู่ พอตรวจเสร็จก็จะมาหาท่าน”
เมื่อได้ยินว่าหมอแซ่หลิน อีกทั้งนางหลินเพียงเข้าไปทักทายก็ได้รับการต้อนรับเช่นนี้ ดูท่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหมอจะสนิทสนมกันไม่น้อย
คนตระกูลเย่เห็นเช่นนั้นก็คลายใจลงเล็กน้อย
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปีก็เดินเข้ามา เขาเอ่ยกับนางหลินว่า “ท่านน้า เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ เด็กคนไหนในบ้านบาดเจ็บหรือขอรับ”
นางหลินดึงเขาไปหาเย่ชางรุ่ย พลางกล่าวว่า “ไม่ใช่เด็กในบ้านข้า เป็นลูกของญาติ
“ดูสิ เด็กบาดเจ็บน่าเวทนายิ่ง รีบตรวจดูให้เขาที”
หมอหลินเห็นบาดแผลของเย่ชางรุ่ยแล้วกลับไม่แสดงสีหน้าประหลาดใจ คาดว่าคงพบเห็นเด็กบาดเจ็บเช่นนี้อยู่เป็นประจำ
เขาซักถามคนตระกูลเย่อย่างละเอียดถึงอาการของเย่ชางรุ่ยก่อน จากนั้นก็ถามเจ้าตัวอีกสองสามข้อ แล้วจึงเริ่มตรวจบาดแผลและจับชีพจร
อาสะใภ้รองเย่เฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อตลอดเวลา หัวใจแทบขึ้นมาอยู่ที่คอ
โชคดีที่ท้ายที่สุดหมอหลินกล่าวว่า “เป็นเพียงบาดแผลภายนอก ไม่ร้ายแรง หากทายาทันทีหลังบาดเจ็บก็จะไม่บวมถึงเพียงนี้”
แม้หมอหลินจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่แท้จริงแล้วเขาเข้าใจความรู้สึกของบิดามารดาเป็นอย่างดี จึงเอ่ยว่า “พวกท่านพักอยู่ที่นี่สักสองวันก่อน ข้าจะให้คนจัดยาทาภายนอกกับยากินส่งมาให้โดยตรง รอให้อาการของเด็กดีขึ้นแล้วค่อยกลับก็ยังไม่สาย”
“ขอบคุณหมอหลินมาก” ยายเย่กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางหลินจึงหันไปกำชับหมอหลินว่า “ตรวจรักษาให้ดี เลือกยาที่ดีที่สุด ค่าตรวจและค่ายาข้าจะเป็นคนจ่ายเอง”
“ท่านออกเงินหรือ?” หมอหลินได้ยินแล้วก็แปลกใจ แม้จะเป็นญาติกัน แค่พามาหาหมอที่รู้จักก็นับว่าเอื้อเฟื้อแล้ว เหตุใดถึงต้องออกเงินแทนอีกฝ่ายด้วย
