ชิวเวยไม่รู้ว่าผู้อาวุโสเฉินเป็นอะไรไป แต่เห็นเขาเศร้าโศกเสียใจอย่างหนัก จึงได้แต่เร่งไปเชิญเจียงหยวนไวมา
เจียงหยวนไวเพิ่งก้าวเข้าห้อง ก็เห็นผู้อาวุโสเฉินมีสีหน้าเศร้าราวกับใจสลาย จึงตกใจไม่น้อย รีบถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ผู้อาวุโสเฉินคว้าตัวเขาไว้ พลางกล่าวว่า “ต่อให้นางไม่อยากยอมรับข้า ก็ไม่เห็นต้องรีบร้อนกลับบ้านถึงเพียงนี้กระมัง?”
เจียงหยวนไวจึงเข้าใจเรื่องราว ที่แท้คนผู้นี้ดื่มสุราจนมึนงง ลืมเรื่องที่อาสะใภ้ใหญ่เย่ยอมรับเขาไปแล้ว
“ท่านวางใจเถิด วันนี้ตอนกินอาหาร นางโหยวบอกแล้วว่าต่อไปจะมาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ
“นางยังให้ชิงเทียนเรียกท่านว่าท่านตาทวดด้วยมิใช่หรือ ลืมไปแล้วหรือไร?
“อีกอย่าง นางโหยวเดินทางกลับหมู่บ้านหรงซี มิใช่เพราะต้องการหลบท่าน
“เป็นคุณชายน้อยฉินที่ใคร่รู้อยากไปดูตระกูลเย่ พรุ่งนี้ก็กลับมาแล้ว”
“จริงหรือ?” ผู้อาวุโสเฉินเงยหน้ามองเจียงหยวนไวด้วยดวงตาคลอหยาดน้ำตา เมื่อได้รับคำยืนยันจึงค่อยคลายใจ ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดตา “ข้านึกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝันเสียอีก!”
อันที่จริง ในใจของเย่เหล่าต้ากับอาสะใภ้ใหญ่เย่ ต่างไม่อยากพาฉินเฮ่อเซวียนกลับไปบ้านที่หมู่บ้านหรงซี
มิใช่ว่าไม่ยินดีต้อนรับเขา แต่เป็นห่วงว่าสภาพความเป็นอยู่ที่บ้านไม่ดี เกรงว่าจะต้อนรับฉินเฮ่อเซวียนได้ไม่สมเกียรติ
ทว่าฉินเฮ่อเซวียนตั้งใจจะไปให้ได้ อาจารย์เว่ยไม่เพียงไม่ห้ามปราม ยังเห็นดีเห็นงามไม่หยุด บอกว่าคนเราอ่านตำราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องออกไปเปิดหูเปิดตาให้มาก วันหน้าจึงจะสร้างผลงานได้
อาสะใภ้ใหญ่เย่ไม่เข้าใจว่าการไปพักค้างคืนในชนบทจะเปิดหูเปิดตาอะไรได้บ้าง แต่ก็ขัดพวกเขาไม่ได้
อีกทั้งพวกเขาไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว เย่เหล่าต้าจึงส่งคนไปโรงช่างไม้ ฝากข่าวถามเย่เหล่าซานว่าอยากกลับไปด้วยกันหรือไม่
เย่เหล่าซานออกมาหลายวัน ในใจก็ย่อมคิดถึงมารดาและบุตรชายทั้งหลาย
พอได้ยินว่าไปพักเพียงวันเดียวก็กลับมา เขาจึงไปขอลาหยุดจากนายน้อยทันที เก็บข้าวของเล็กน้อยแล้วติดตามเย่เหล่าต้าไป
อาจารย์เว่ยกับฉินเฮ่อเซวียนนั่งรถม้าคันเดียวกันมา
คราวนี้ฉินเฮ่อเซวียนพาชิงเทียนกลับไปด้วย
