วันนี้เป็นครั้งแรกที่เย่ชางเฟิงมาสำนักศึกษาหญิงในฐานะอาจารย์ เขาจึงตั้งใจเปลี่ยนมาสวมชุดใหม่
ใครจะรู้ว่าเพิ่งก้าวเข้าประตู ก็ถูกแม่นางน้อยผู้หนึ่งซึ่งกำลังจะออกไปคว้าแขนเอาไว้
หลังคว้าตัวเขาไว้ได้ แม่นางน้อยก็มองซ้ายมองขวา ครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่แถวนั้น จึงลากเขาไปหลังฉากบังลม ก่อนเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอดว่า “โธ่เอ๊ย ข้าบอกท่านแล้วมิใช่หรือว่าวันนี้ข้าจะไปหา เหตุใดจึงตามมาถึงที่นี่เล่า?”
กล่าวจบ นางก็สำรวจเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนเม้มริมฝีปากยิ้ม
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นท่านแต่งตัวเช่นนี้ ต้องยอมรับว่าดูเหมือนอาจารย์อยู่เหมือนกัน คล้ายกับอาจารย์ในสำนักศึกษาของเราเลย”
เย่ชางเฟิงอ้าปาก ตั้งใจจะบอกว่าตนก็คืออาจารย์คนใหม่ แต่ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง แม่นางน้อยผู้นั้นก็พูดต่อเองเสียแล้ว
“เมื่อคืนข้าอดนอน รวบรวมบันทึกตัวเลขที่พวกเราจดไว้ในช่วงนี้จนเสร็จแล้ว รอให้เมล็ดผักชุดนี้เพาะปลูกสำเร็จเมื่อใด ก็จะนำไปถวายองค์หญิงได้”
พอพูดถึงเอกสารในมือ ดวงตาของแม่นางน้อยก็เปล่งประกายขึ้นทันที
ในที่สุดเย่ชางเฟิงก็รู้แล้วว่านางเป็นใคร คงเป็นแม่นางเฉิน เฉินเยี่ยนเซวียน ที่พี่สามกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งในระยะนี้
ตระกูลเฉินนับเป็นครอบครัวฐานะปานกลาง ทว่าเฉินเยี่ยนเซวียนกลับแตกต่างจากสตรีทั่วไป นางไม่ชอบพิณ หมากรุก อักษรภาพ หรืองานเย็บปักถักร้อย แต่สนใจปลูกดอกไม้ปลูกผักมาตั้งแต่เด็ก ภายหลังบิดามารดาจึงส่งนางมาเรียนที่สำนักศึกษาหญิง
