คราวนี้เจียงหวานไม่รีรออีก หัวหยานบอกให้เธอขึ้นรถ เธอก็ขึ้นไป
แต่เพราะตรงนี้อยู่ใกล้บริษัท เธอจึงทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนขโมยของ กลัวว่าจะมีใครเห็นเข้า
“กลัวคนเห็นมากเลยเหรอ” หัวหยานถามอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
เจียงหวานดึงเข็มขัดนิรภัยให้เข้าที่ “คุณไม่กลัวเหรอ”
หัวหยานถามกลับ “กลัวอะไร”
“กลัวคนเอาไปพูดกันค่ะ”
“มีอะไรให้พูดกันล่ะ”
เจียงหวานตอบเสียงอ่อย “ประธานใหญ่แห่งกลุ่มหัวฉื่อพาพนักงานฝึกหัดสาวที่ยังไม่ประสีประสาเรื่องทางโลกกลับบ้านกลางดึก...เพื่อใช้อำนาจบีบบังคับในที่ทำงาน”
หัวหยานหัวเราะ “ผมไม่กลัวหรอก”
“แต่ฉันกลัวค่ะ” เจียงหวานว่า
หัวหยานจ้องเจียงหวานที่มีท่าทางหวาด ๆ ด้วยแววตาคมกริบ แล้วถามว่า “กลัวคนเอาไปพูดกัน หรือกลัวว่าผมจะใช้อำนาจบีบบังคับคุณ”
เจียงหวานกำเข็มขัดนิรภัยแน่น “...กลัวทั้งสองอย่างค่ะ”
“แล้วคุณยังขึ้นรถผมทำไม”
“ถ้าฉันไม่ขึ้น คุณจะยอมกลับไปไหมคะ”
“ไม่ ผมจะรอจนกว่าคุณจะขึ้นรถ”
“งั้นก็จบแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
นิ้วมือข้อนูนชัดของหัวหยานเคาะพวงมาลัยเบา ๆ “คุณคิดว่าคืนนั้นถือเป็นการใช้อำนาจบีบบังคับไหม”
เจียงหวานส่ายหน้า “ไม่ค่ะ”
“แล้วถือว่าอะไร”
“ความสัมพันธ์คืนเดียวค่ะ เจ้านายพูดเองนี่คะ”
“แล้วคุณคิดว่าผมเป็นคนที่จะใช้อำนาจบีบบังคับลูกน้องหรือเปล่า”
เจียงหวานคิดว่าไม่ แต่เธอรู้สึกได้ว่าหัวหยานมีใจให้เธอ
หัวหยานโดดเด่นสะดุดตา ทั้งยังมีเสน่ห์ในตัวสูง เจียงหวานจึงไม่ได้รู้สึกรังเกียจเมื่อเขาเข้าหา
แต่เธอก็จะไม่เอาใจหรือยอมรับข้อเรียกร้องอื่น ๆ ของหัวหยาน เพราะเธอทะนุถนอมความรู้สึกของตัวเอง และไม่มอบมันให้ใครง่าย ๆ
