เมื่อรู้ตัวขึ้นมาว่าหัวหยานกำลังจะทำอะไรให้เธอ เจียงหวานก็แข็งทื่อไปทั้งตัว ลืมไปเลยว่าควรมีปฏิกิริยาอย่างไร
บางสิ่งร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบเชียบราวขนนก เบาเหลือเกิน นุ่มนวลเหลือเกิน แทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน แต่กลับสัมผัสได้ถึงมันอย่างชัดเจน
เจียงหวานเหม่อมองเพดาน ดวงตาว่างเปล่า โคมไฟแคมป์ปิ้งดวงเล็กที่แขวนอยู่บนยอดเต็นท์ดูเล็กลงไปถนัดตา แสงไฟก็พร่าเลือนขึ้นเรื่อย ๆ
จู่ ๆ แสงไฟก็สว่างขึ้นอีกครั้ง ไออุ่นสีทองไหลเวียนอยู่ในเต็นท์แคบ ๆ
อ่อนหวานแผ่วเบา ละมุนละไมราวกับปุยนุ่น โอบล้อมไปทั่วทั้งร่างของเธอ
เจียงหวานก้มหน้าลงเล็กน้อย ส่วนโค้งนูนใต้ผ้าห่มเป็นหลักฐานของการแสดงความภักดีจากหัวหยาน
เขาลดตัวเองลงไปอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าอย่างแท้จริง เพื่อให้เธอเป็นฝ่ายครอบงำได้อย่างเต็มที่ในความรู้สึก
ความรู้สึกนี้ไม่เลวเลย ถึงขั้นเรียกได้ว่าวิเศษมาก
“อย่า...” เสียงของเธอเบาและสั่น เธออยากหยุดการสลับบทบาทเช่นนี้ ทั้งยังไม่อยากเห็นหัวหยานทำเรื่องแบบนี้
แม้ในความฝัน เขาจะเคยทำเรื่องแบบนี้ให้เธอหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อเกิดขึ้นในชีวิตจริง ความกดดันทางใจกลับมีมากกว่าความตกใจเสียอีก
“เจียงหวาน เชิญผมสิ”
เจียงหวานส่ายหน้า กัดริมฝีปากข่มกลั้นความรู้สึกไว้
เสียงของหัวหยานอู้อี้ แฝงการเกลี้ยกล่อมทีละนิด
“ที่รัก เชิญผมเข้าไปสิ”
หัวหยานช่างเก่งกาจเหลือเกิน ทั้งอ่อนโยนทั้งสุภาพ เอ่ยคำพูดที่ทำให้ใครก็ยากจะต้านทาน
ไม่รู้ว่าเขาเคี่ยวเข็ญเธออยู่นานแค่ไหน ในที่สุดเจียงหวานก็ได้ยินเสียงของตัวเอง
“ได้ ฉันเชิญคุณ”
......
ผ่านไปเพียงสิบนาที เธอก็รู้สึกราวกับเหยียบอยู่บนก้อนเมฆ
จากนั้นก็อีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง
ล่องลอยไม่มั่นคง
ความสุขตามสัญชาตญาณนั้นเรียบง่ายจริง ๆ เพียงปล่อยไปตามสัญชาตญาณของร่างกายและสมอง แล้วเอนเอียงเข้าหามัน ก็จะได้รับความสุข
