ผู้ที่มาเป็นเพื่อนของกู้เจ๋อชวน เจี่ยงอวี่โจว
ทั้งยังเป็นผู้ชายที่ในงานเลี้ยงคืนนั้นบอกว่าสงสารร่วนชูถังอยู่บ้าง
คบหากันมาเกือบสามปี ร่วนชูถังประทับใจเจี่ยงอวี่โจวมาตลอด
นางตอบว่า “มาซื้อของนิดหน่อย”
เจี่ยงอวี่โจวกวาดตามองถุงในมือนาง “นี่ของขวัญที่ซื้อให้กู้เจ๋อชวนหรือ”
ร่วนชูถังคิดว่าอธิบายไปก็ยุ่งยาก เลยตอบรับไปดื้อ ๆ
“นาฬิกาของแบรนด์นี้ไม่ถูกเลยนะ รุ่นพื้นฐานที่สุดก็ราคาห้าหลักแล้ว จริง ๆ เธอไม่จำเป็นต้องซื้อของขวัญแพงขนาดนี้หรอก กู้เจ๋อชวนเขา...”
เขาไม่คู่ควร
เขายอมรับด้วยตัวเองว่าไม่อาจลืมเฉินวั่น และเห็นร่วนชูถังเป็นแค่ตัวแทน
เมื่อคืนนี้เขากลับทิ้งร่วนชูถัง ดึงมือเฉินวั่นเดินจากไปต่อหน้าผู้คนมากมาย
หลังจากกู้เจ๋อชวนกับเฉินวั่นออกจากงานเลี้ยงวันเกิด ทั้งสองไปใช้เวลาส่วนตัวที่โรงแรมด้วยกันทั้งคืน เรื่องนี้ร่วนชูถังไม่รู้ แต่เขารู้ดี
พวกเขามีกลุ่มเล็ก ๆ อยู่กลุ่มหนึ่ง มีแต่เพื่อนในแวดวง
ร่วนชูถังคบหากับกู้เจ๋อชวนมาสามปีก็ยังเข้ากลุ่มนั้นไม่ได้ แต่เฉินวั่นเพิ่งกลับมา กู้เจ๋อชวนก็ดึงนางเข้ากลุ่มทันที
ตอนเที่ยงวันนี้ เฉินวั่นโพสต์รูปถ่ายบนเตียงของทั้งสองคนในกลุ่มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมบอกให้กู้เจ๋อชวนเก็บไว้เป็นที่ระลึก
แต่พอโพสต์ไม่ถึงนาทีก็ถอนข้อความ บอกว่าส่งผิด
ตอนนั้นเขาเห็นเข้า ก็อยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็กลั้นไว้ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของเขา เรื่องมากเรื่องน้อยไม่สู้ไม่ยุ่งเลยดีกว่า
เจี่ยงอวี่โจวนึกถึงเรื่องพวกนี้ เดิมคิดจะแนะนำให้ร่วนชูถังปล่อยมือ อยากบอกความจริงกับนาง แต่พอถึงปาก ก็เปลี่ยนคำพูด
“กู้เจ๋อชวนเขาไม่ได้ขาดของพวกนี้สักหน่อย เธอไม่จำเป็นต้องใช้เงินเดือนหลายเดือนมาซื้อของขวัญแพง ๆ ให้เขาเลย”
ยังไงเสียกู้เจ๋อชวนก็เป็นเพื่อนซี้ของเขา คบหากันมาสิบกว่าปี เรื่องพวกนั้นเขาก็พูดไม่ออกอยู่ดี
เขายังอยากบอกนางว่า บางทีของขวัญที่นางใช้เงินเดือนหลายเดือนซื้อมา กู้เจ๋อชวนอาจจะไม่เห็นค่าด้วยซ้ำ
คำพูดนี้ทำร้ายจิตใจเกินไป เจี่ยงอวี่โจวทนพูดออกไปไม่ไหว
ร่วนชูถังย่อมรู้ว่ากู้เจ๋อชวนไม่คู่ควร ของขวัญก็ไม่ได้ซื้อให้เขาอยู่แล้ว นางพยักหน้ายิ้มปลอบ ๆ ว่า “อ้อ ครั้งหน้าจะไม่ทำแล้วค่ะ”
ร่วนชูถังคุยกับเจี่ยงอวี่โจวครู่หนึ่ง แล้วทั้งสองก็แยกย้าย
เจี่ยงอวี่โจวมองแผ่นหลังของนาง ถอนหายใจเบา ๆ
“เฮ้อ สาวดี ๆ ทำไมต้องถูกกู้เจ๋อชวนทำร้ายด้วยนะ”
เขาเปิดวีแชท อดส่งข้อความไปเตือนกู้เจ๋อชวนไม่ได้
【เพื่อน แฟนคนนี้ของนายดีจริง ๆ นะ เมื่อกี้ฉันเจอนางซื้อนาฬิกาให้นายอยู่เลย นาฬิกาหลายหมื่น ซื้อก็ซื้อเลย คงต้องใช้เงินเดือนหลายเดือนนะ รู้รักษารู้ทะนุถนอมนะ】
กู้เจ๋อชวนได้รับข้อความนี้ตอนกำลังกินข้าวกับเฉินวั่น
ความหงุดหงิดที่อัดแน่นพลันมลายหายไปในพริบตาเมื่อเห็นข้อความนี้
สีหน้าก็ค่อย ๆ อ่อนลง
ดูท่าชูถังก็รู้ตัวแล้วว่าวันนี้ทำผิด คิดจะซื้อของขวัญมาก้มหน้ายอมรับผิด อย่างนี้เขาก็ให้โอกาสนางแก้ตัวแล้วกัน
ถึงเวลารับของขวัญนางไว้ แล้วถือโอกาสขอโทษนางสักหน่อย บอกว่าเขาก็พูดไม่ดีเหมือนกัน อย่าเก็บมาใส่ใจ คิดหาเรื่องดี ๆ ปลอบใจนางอีกหน่อย ร่วนชูถังต้องกินเส้นแน่
“เจ๋อชวน เป็นอะไรไป ใครส่งข้อความมาเหรอ” เฉินวั่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถาม
กู้เจ๋อชวนเก็บมือถือ สีหน้าเรียบเฉย “เปล่าหรอก”
เฉินวั่นไม่ถามอะไรอีก
ไม่นาน กู้เจ๋อชวนลุกไปเข้าห้องน้ำ เฉินวั่นหยิบมือถือที่เขาวางไว้บนโต๊ะขึ้นมา นางเคยเห็นเขากดรหัสผ่าน จำง่าย เป็นวันเกิดของเขา
เฉินวั่นกดรหัสอย่างรวดเร็ว เปิดวีแชท
นางดูกล่องข้อความของร่วนชูถังก่อน ข้อความค้างอยู่ที่สัปดาห์ก่อน ร่วนชูถังถามเขาว่าช่วงวันหยุดสิบเอ็ดตุลาจะไปเที่ยวด้วยกันไหม นางกว่าจะหยุดได้ อยากออกไปเที่ยวบ้าง
นางยังส่งแผนที่เที่ยวของที่ ๆ อยากไปมากมาให้ด้วย
กู้เจ๋อชวนกว่าจะตอบก็ห้าชั่วโมงว่า “สิบเอ็ดคนตั้งเยอะ มีอะไรน่าเที่ยว” แล้วร่วนชูถังก็ไม่ส่งข้อความมาอีกเลย
เฉินวั่นดูจุดหมายท่องเที่ยวพวกนั้นอย่างไม่ใส่ใจ แววตาฉายแววเหยียดหยาม
ดูท่าความสัมพันธ์สามปีของพวกเขาก็ไม่เห็นจะดีอะไร กู้เจ๋อชวนขนาดไปเที่ยวกับนางก็ไม่ยอม
ข้อความวีแชททางร่วนชูถังไม่มีอะไรผิดปกติ เฉินวั่นออกจากกล่องข้อความ เลื่อนดูไปเรื่อย ๆ ก็เห็นข้อความของเจี่ยงอวี่โจว
เฉินวั่นหัวเราะเย็น คร้านึกถึงครั้งก่อนที่เจอหน้ากัน ร่วนชูถังมีท่าทีไม่ยี่หระ ในใจก็เย้ยหยัน
นึกว่าร่วนชูถังใกล้จะปล่อยมือเสียแล้ว ที่ไหนได้ยังพยายามซื้อของขวัญมาก้มหน้ายอมรับผิด คิดจะคืนดีกับกู้เจ๋อชวน
เฉินวั่นออกจากวีแชท ปิดหน้าจอ วางมือถือของกู้เจ๋อชวนคืนที่เดิม ควักมือถือของตัวเองขึ้นมาโทรหาแม่ของกู้เจ๋อชวน คุณเมิ่งหย่าฉิน
“ฮัลโหล คุณป้าเมิ่งนะคะ เมื่อกี้หนูไปดูแหวนกับเจ๋อชวน เจอแฟนคนนั้นที่เขาคบอยู่ สาวคนนั้นลองสวมแหวนในร้านบีบบังคับให้แต่งงานด้วยล่ะ...”
...
ร่วนชูถังถือของขวัญกลับมาที่คฤหาสน์ จัดกระเป๋าเดินทางต่อ
นางเก็บของขวัญให้เจียงสือซวี่ใส่กระเป๋าเดินทาง เก็บไปเก็บมา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเยือกเย็นของเจียงสือซวี่กลับผุดขึ้นมาในหัว
นางกับเจียงสือซวี่รู้จักกันตั้งนานแล้ว
บ้านเก่าของทั้งสองครอบครัวอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเดียวกัน ห่างกันแค่สองสามร้อยเมตร ตอนเด็ก ๆ ทั้งสองก็เจอกันบ่อย ๆ
เจียงสือซวี่แก่กว่านางสี่ปี เจอเขาครั้งแรก ก็คือที่บ้านเก่าของตระกูลเจียง
คุณพ่อคุณแม่พานางไปเป็นแขกที่บ้านตระกูลเจียง ตอนนั้นนางเพิ่งสิบขวบ ยังเป็นเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่ ส่วนเจียงสือซวี่ก็เป็นหนุ่มรูปงามดั่งพระเอกในละครรักวัยรุ่นเสียแล้ว
ชูถังจำได้ว่า ตอนเจอเจียงสือซวี่ครั้งแรก ตะลึงในความงามของเขา
หน้าตาหล่อเหลาคมคายของเขามีเสน่ห์ดึงดูดอย่างรุนแรง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเยียบดั่งหิมะในวันเหมันต์
แม่บอกให้นางเรียกคน นางก็เลยเรียกอย่างว่าง่ายว่า “พี่ชายสือซวี่”
ในความทรงจำ เจียงสือซวี่ยังคงเย็นชา ตอบกลับมาเรียบ ๆ แข็ง ๆ ว่า “สวัสดี”
ตอนนั้นนางรู้สึกว่า พี่ชายคนนี้คงเข้ากับคนอื่นยากมาก
ความเข้าใจผิดนี้ดำเนินต่อไปอีกหลายปี
ตอนหลังตอนนางอยู่มัธยมปลาย ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่ดี คุณนายสกุลเจียงไม่รู้ได้ยินมาจากไหน บอกกับร่วนเซ่าตงอย่างยิ้มแย้มว่า “ให้สือซวี่บ้านเราไปติวให้ถังถังหน่อย ตอนเรียนมัธยมปลาย วิชาที่เขาเรียนดีที่สุดก็คือคณิตศาสตร์ สอบเอ็นทรานซ์คณิตศาสตร์ได้ตั้งร้อยสี่สิบกว่า”
ตอนนั้นคุณแม่เสียไปแล้ว นิสัยของร่วนชูถังกับตอนเด็ก ๆ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ห้าปีที่ผ่านมา ร่วนชูถังเปลี่ยนจากเด็กแก่นแก้วไร้เดียงสา ช่างฝัน มาเป็นสาวน้อยเงียบขรึม เก็บตัว ดื้อรั้นไม่ฟังใคร
“หนูไม่ต้องการให้พี่สอน” นี่คือคำแรกที่นางพูดกับเจียงสือซวี่หลังจากเขามาถึงบ้าน
ยามนั้นเจียงสือซวี่อายุยี่สิบเอ็ด เขาร่างสูงโปร่ง ประมาณว่าน่าจะเกินหนึ่งร้อยแปดสิบห้า นุ่งกางเกงยีนส์สีเทาเข้มกับเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวเรียบ ๆ ทรงผมแบบทูบล็อกที่ปิดหน้าผากบาง ๆ ยิ่งทำให้เขาดูอ่อนเยาว์กว่าเดิม
“แต่ฉันจะสอน” นี่คือคำตอบของเขา น้ำเสียงมีรอยยิ้มและแววไม่ใส่ใจ
ชูถังนึกว่าเจียงสือซวี่คงเข้มงวดและเอาจริงเอาจัง
ความจริงไม่ใช่เลย พอดูกระดาษข้อสอบคณิตศาสตร์ของนางแล้ว เจียงสือซวี่ก็แค่ขมวดคิ้ว แล้วก็เริ่มอธิบายโจทย์ด้วยความใจเย็น
โจทย์ผิดข้อแล้วข้อเล่า เขาก็อธิบายจนหมด หว่างคิ้วของเจียงสือซวี่ไร้ซึ่งร่องรอยความรำคาญแม้แต่น้อย
น้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟัง ราวกับมีเม็ดทรายละเอียดเคลือบอยู่ ชูถังฟังไปฟังมาก็รู้สึกว่าคณิตศาสตร์ก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด
โจทย์บางข้อมีวิธีแก้สองสามแบบ เจียงสือซวี่ก็จะอธิบายให้นางฟังทีละวิธี
แววตาของร่วนชูถังเปลี่ยนจากต่อต้านและไม่แยแสในตอนแรก กลายเป็นเลื่อมใสและเคารพนับถือ
“ว้าว เจียงสือซวี่พี่นี่เก่งจังเลยนะ จบมัธยมปลายมาตั้งหลายปียังจำได้แม่นขนาดนี้เลยหรือ”
“ก็ไม่ได้จำได้ทั้งหมดนะ ก่อนมาก็อ่านตำรามาบ้าง”
พูดพลางหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเอาปากกาเคาะหัวนางเบา ๆ “คนไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ ต่อไปเรียกพี่ชายสือซวี่ซะ”
ฤดูร้อนปีนั้น ตอนร่วนชูถังอยู่มัธยมปลายปีห้า เจียงสือซวี่ติวหนังสือให้นางอยู่สองเดือน
ตอนนั้นเจียงสือซวี่เรียนอยู่ปีสามที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง แทบจะไม่ออกไปเที่ยวไหนเลยตลอดปิดเทอมฤดูร้อน ในแต่ละวันถ้าไม่อธิบายโจทย์ให้ร่วนชูถัง ก็ตรวจข้อสอบตรวจนบบฝึกหัดให้
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของเด็กมัธยมปลายนั้นสั้นมาก พอนางเปิดเทอม เจียงสือซวี่ยังอยู่ในช่วงหยุดเรียน
ทุกวันหลังจากเลิกเรียน ร่วนชูถังกลับบ้านก็จะเห็นเจียงสือซวี่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก รอติวหนังสือให้นาง
ต้องขอบคุณเจียงสือซวี่มาก ๆ ผลการเรียนคณิตศาสตร์ของนางพุ่งพรวดขึ้น จากเดิมที่สอบไม่ผ่านก็ทะยานขึ้นเป็นร้อยสามสิบ
ร่วนชูถังผลการเรียนวิชาอื่นดีอยู่แล้ว เมื่อไม่มีคณิตศาสตร์เป็นตัวถ่วง ในการสอบเอ็นทรานซ์นางจึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเจียงเฉิงได้สำเร็จ กลายเป็นรุ่นน้องของเจียงสือซวี่
ตอนนั้น ชูถังก็แค่รู้สึกว่าเจียงสือซวี่เป็นพี่ชายข้างบ้านที่แสนดีคนหนึ่ง
นางเคารพรักเขา ชอบเขา แต่ก็ไม่เคยมีความรู้สึกชายหญิงเลยสักนิด
ดังนั้นตอนที่พ่อบอกให้หมั้นหมายกับตระกูลเจียง แต่งงานกับเจียงสือซวี่ นางจึงรับไม่ได้
นางเห็นเจียงสือซวี่เป็นแค่พี่ชาย น้องสาวจะแต่งงานกับพี่ชายได้ยังไง
กำลังหวนคิดอยู่ ประตูห้องนอนก็ถูกผลักออก กู้เจ๋อชวนยืนอยู่ข้างประตู สายตามองลงมายังร่วนชูถัง “เก็บของเสร็จหรือยัง”
“อืม ใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ”
กู้เจ๋อชวนพิงวงกบประตู “ชูถัง เธอมีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่า”