“มั่วโม่ กินแอปเปิลสิ” เสียงใสของหลินสุ่ยสุ่ยดังออกมาจากห้อง
หลินเจี้ยนกั๋วยืนอยู่หน้าต่างที่ปิดสนิท มือกำแน่นแล้วคลายออก คลายออกแล้วกำแน่น น้องสาวคนนี้ไม่ไหวจริง ๆ ด้วย
หนิงมั่วโม่หยิบแอปเปิลขึ้นมากัดคำเล็ก ๆ เธอเจอกับพี่หลินเพียงห้าครั้งเท่านั้น
รู้สึกว่าเขาดูทื่อ ๆ เฉื่อย ๆ ปฏิกิริยาช้าไปหน่อย
หลินสุ่ยสุ่ยดึงหนิงมั่วโม่ไปนั่งที่เตียงของตนแล้วถาม “ฉันได้ยินพ่อเธอบอกว่าเธอล้มหัวกระแทกพื้นตอนลงไร่”
“ตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
เธอลูบตรงที่ล้มแล้วยังคลำเจอก้อนเล็ก ๆ “ไม่เจ็บแล้ว แต่ยังมีก้อนเล็ก ๆ อยู่ก้อนหนึ่ง”
สีหน้าหลินสุ่ยสุ่ยแสดงความห่วงใย “ขอฉันดูหน่อย” พูดจบเธอก็ยืดตัวเข้าไปใกล้
หนิงมั่วโม่ก้มหน้าลงอย่างว่านอนสอนง่าย ปล่อยให้หลินสุ่ยสุ่ยเปิดผมออก ก้อนที่บวมนั้นเล็กลงไปมากแล้ว
หลินสุ่ยสุ่ยค่อย ๆ เกลี่ยผมกลับมาปิดไว้ “ร่างกายเธออ่อนแอ ต่อจากนี้ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าลงไร่เลย”
หนิงมั่วโม่หยิบแอปเปิลมากัดคำหนึ่ง รอยยิ้มปรากฏที่หางตาโดยไม่เอ่ยตอบ
เธอเป็นคนบ้านนอก ยังไงก็ต้องลงไร่ทำงานอยู่ดี เว้นเสียแต่ว่าจะมีงานในเมืองหรือแต่งงานกับคนเมือง
หลินสุ่ยสุ่ยคิดไม่ถึงเรื่องพวกนี้ขนาดนั้น เธอรู้สึกว่าสาวสวยอย่างมั่วโม่เกิดมาเพื่อรับสุข
เรื่องลำบากตรากตรำไม่ใช่เรื่องที่มั่วโม่ควรทำ
พูดตามตรง พี่น้องบ้านหลินต่างก็เป็นพวกเอาหน้าตาเป็นที่ตั้ง หลินสุ่ยสุ่ยตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงเรียนเห็นหนิงมั่วโม่ในหอพัก
สายตาสองข้างก็ละไม่ออกอีกเลย หลินสุ่ยสุ่ยเป็นแบบสาวงามเรียบร้อย ใบหน้ามีความอวบอิ่มแบบเด็ก ๆ
ดูแล้วเป็นคนใจดี แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหนิงมั่วโม่แล้วล่ะก็ เธอไม่มีเหตุผลให้ฟังทั้งนั้น
ที่โรงเรียน ถ้ามีผู้หญิงคนอื่นมารังแกหนิงมั่วโม่ เธอจะปกป้องหนิงมั่วโม่เหมือนแม่ไก่ออกลูก แล้วพุ่งเข้าไปหาคนคนนั้น
ในปากของเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ หลินสุ่ยสุ่ยก็คือแม่คนที่สองของหนิงมั่วโม่
หลินสุ่ยสุ่ยถอดรองเท้าเตะทิ้งแล้วขึ้นเตียง เธอหยิบกล่องเหล็กออกมาจากตู้ข้างหัวเตียง
เธอวางกล่องเหล็กลงข้างเตียงด้วยสีหน้าเปี่ยมความยินดี แล้วพูดว่า “มั่วโม่ ฉันจะบอกข่าวดีกับเธอ”
“แผนกประชาสัมพันธ์และแผนก后勤ของโรงงานทอผ้ารับคนสามคน ส่วนสถานีกระจายเสียงของโรงงานเครื่องจักรรับคนหนึ่ง”
“ฟังจากหลินเจี้ยนกั๋วบอกว่า ตำแหน่งสถานีกระจายเสียงของโรงงานเครื่องจักรเป็นตำแหน่งที่มีคนจองไว้แล้ว เข้ายากมาก”
“ส่วนฝั่งโรงงานทอผ้าเราไปลองยื่นใบสมัครได้”
หนิงมั่วโม่ได้ยินข่าวนี้ หางตาเธองอเป็นพระจันทร์เสี้ยวพร้อมรอยยิ้มที่จริงใจ “สุ่ยสุ่ย โรงงานทอผ้ารับสมัครวันไหน?”
หลินสุ่ยสุ่ยเดินไปด้านหลังหนิงมั่วโม่ ปลดผมที่ถักไว้ให้ แล้วส่งแอปเปิลคืนให้หนิงมั่วโม่ “พรุ่งนี้เช้าตั้งแต่ห้าโมงถึงเจ็ดโมง”
“คนที่รู้ไม่มาก ฉันคิดไว้ว่าพรุ่งนี้ฉันจะไปลงชื่อให้พวกเราทั้งคู่”
“เธอมานี่ก็ดี พรุ่งนี้เราสองคนไปกันแต่เช้าจะได้ต่อคิว”
หลินสุ่ยสุ่ยเปิดกล่องเหล็ก ข้างในมีดอกไม้ติดผมหลากสีสันสดใส กิ๊บติดผมและที่คาดผม
หนิงมั่วโม่ปล่อยให้หลินสุ่ยสุ่ยจัดแต่งผมให้เธอ พยักหน้ารับคำเดียว แล้วก็กินแอปเปิลเงียบ ๆ
หลินสุ่ยสุ่ยพูดต่อ “โรงงานเครื่องจักรก็รับสมัครพรุ่งนี้เช้าเหมือนกัน เราได้ข่าวมาแล้วก็ไปลงชื่อด้วยเพื่อเอามู้ดดี ๆ”
หนิงมั่วโม่ตอบรับสองเสียง แล้วรับผมที่หลินสุ่ยสุ่ยถักเสร็จข้างหนึ่งมา
ในสนามบ้าน
หลินเจี้ยนกั๋วยืนรออยู่พักใหญ่ก็ยังไม่เห็นคนข้างในออกมา เสียงหัวเราะของเด็กสาวดังออกมาจากห้องเป็นระยะ ๆ
เขาเดินวนรอบสนามหนึ่งรอบ แล้วกระทืบเท้าอย่างแรง ไปที่ครัวหยิบตะกร้าใส่ผัก ขี่จักรยานออกไป
ตอนบ่ายห้าโมง
แม่หลินกลับจากโรงงาน พอเดินเข้าสนามก็เห็นลูกสาวตัวเองกับเพื่อนกำลังเล่นเชือกกระโดดอยู่
หนิงมั่วโม่เห็นแม่หลินกลับมาจึงรีบลุกขึ้นทักทาย “ป้าลิน กลับจากเลิกงานแล้วหรือคะ”
หลินสุ่ยสุ่ยไม่ขยับแม้แต่น้อย “แม่ กลับมาแล้วเหรอ”
แม่หลินรู้จักเด็กสาวหนิงมั่วโม่คนนี้ เคยมาบ้านเล่นสองครั้ง ก็เป็นคนมีมารยาทดี
เธอรู้สึกดีกับเด็กสาวคนนี้มาตลอด หน้าตาก็ดี นิสัยก็ดี
มุมปากแม่หลินเผยรอยยิ้มพร้อมทักทาย “มั่วโม่มาเล่นด้วยเหรอ ป้าจะไปซื้อผักมาทำกับข้าวอร่อย ๆ ให้พวกเธอกิน”
“แม่ พี่ชายซื้อมาแล้ว” หลินสุ่ยสุ่ยดึงหนิงมั่วโม่นั่งลงแล้วเล่นต่อ
หลินเจี้ยนกั๋วปกติก็ซื้อผักอยู่แล้ว แม่หลินก็ไม่ได้คิดอะไร
เธอเดินเข้าครัวไปเห็นถุงเพิ่มมาอีกใบ ข้างในมีกระเจี๊ยบ ถั่วฝักยาว ผักกาดหอม ฟักเขียว แตงกวา พวกนี้
รอยยิ้มที่มุมปากเธอยิ่งกว้างขึ้น เดินออกไปพูดว่า “มั่วโม่มาหาก็มาแล้ว ยังจะเอาอะไรมาฝากอีก”
หนิงมั่วโม่ยืนขึ้นยิ้มบาง ๆ “ป้าลิน ผักที่บ้านปลูกเอง ไม่กี่สตางค์เองค่ะ”
“ได้ ๆ ครั้งหน้าไม่ต้องเอาอะไรมานะ” แม่หลินมองลูกสาวตัวเองแวบหนึ่ง แล้วล้างมือเดินเข้าครัว
หลินสุ่ยสุ่ยแอบอ่านสายตานั้นของแม่ได้ว่ามีแววรังเกียจปนอยู่
หลินเจี้ยนกั๋วกลับมาจากข้างนอก ถือถุงลูกท้อลูกโต ๆ เข้ามา
“พี่ ลูกท้อมาจากไหน” พอหลินสุ่ยสุ่ยเห็นลูกท้อ ดวงตาก็เป็นประกาย
หลินเจี้ยนกั๋วมองหนิงมั่วโม่ เห็นเธอมองลูกท้อด้วย เขาเดินเข้าไป “ต้นท้อที่บ้านเหอจื่อออกลูกแล้ว ให้ฉันไปเด็ดมาสักหน่อย”
จริง ๆ แล้ว是他自己主动去鹤子家摘的。
หลินสุ่ยสุ่ยรู้ว่าเหอจื่อเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชาย ทั้งคู่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก
เหอจื่อทำงานที่โรงงานเครื่องจักร ข่าวที่สถานีกระจายเสียงรับคนก็รู้มาจากปากเหอจื่อ
หลินเจี้ยนกั๋วหยิบลูกท้อออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้หลินสุ่ยสุ่ยก่อน แล้วก็หยิบอีกลูกยื่นให้หนิงมั่วโม่ “ลองชิมดูสิ หวานไหม”
“ขอบคุณพี่หลินค่ะ” หนิงมั่วโม่รับลูกท้อมา ปลายนิ้วของเธอเลี่ยงไม่ได้ที่จะสัมผัสกับฝ่ามือของหลินเจี้ยนกั๋ว
หลินเจี้ยนกั๋วรีบดึงมือกลับ ผิวเขาค่อนข้างคล้ำ สีแดงสองแต้มที่แก้มจึงไม่ค่อยเห็นชัด
หนิงมั่วโม่ก้มหน้า เธอจึงไม่เห็นสายตาหมกมุ่นของหลินเจี้ยนกั๋ว
หลินสุ่ยสุ่ยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งกีวเพื่อกั้นกลาง “พี่ พี่อายุมากกว่าฉันกี่ปีนะ?”
หลินเจี้ยนกั๋วรู้ว่าหลินสุ่ยสุ่ยกำลัง暗示ว่าเขาแก่ เขากัดฟันกราม น้องสาวคนนี้ช่าง…
เขาหันหลังเดินเข้าห้อง ไม่ได้การ ต้องหาโอกาสจัดการน้องสาวให้ได้ก่อน
ไม่อย่างนั้น อุปสรรคใหญ่ที่สุดในการแต่งงานของเขาคือน้องสาวของเขาเอง
ตอนกินข้าว
หลินเจี้ยนกั๋วไม่หาโอกาสคุยกับหนิงมั่วโม่ เขากลัวว่าแม่หลินจะจับได้ว่าเขาชอบหนิงมั่วโม่
ถ้าแม่หลินรู้ความในใจเขา ยังไงก็ต้องไม่พอใจหนิงมั่วโม่แล้วไล่เธอกลับบ้านแน่
หลินสุ่ยสุ่ยพูดบนโต๊ะอาหารว่าพรุ่งนี้จะไปยื่นใบสมัครที่โรงงานทอผ้า เรื่องนี้แม่หลินรู้อยู่แล้ว
ในบ้านมีจักรยานคันเดียวที่หลินเจี้ยนกั๋วใช้อยู่ หลินสุ่ยสุ่ยพรุ่งนี้ต้องใช้จักรยาน
แม่หลินให้หลินเจี้ยนกั๋วพรุ่งนี้เดินไปทำงาน
หลินเจี้ยนกั๋วไม่ได้ติดใจอะไร ยินยอมอย่างง่ายดาย
หนิงมั่วโม่บนโต๊ะอาหารกินข้าวอย่างเดียวไม่พูดอะไร 吃完饭她就和หลินสุ่ยสุ่ย回到房间。
พวกเธอสองคนคิดว่าจะตื่นตีสาม ไปต่อคิวหน้างานแต่เช้า ยังไงก็ได้ลงชื่อแน่นอน
รุ่งเช้าตีสาม
หลินสุ่ยสุ่ยดึงหนิงมั่วโม่ขึ้นจากเตียง ในสนามล้างหน้าด้วยน้ำเย็น
แล้วก็ขึ้นจักรยานถีบออกไปอย่างรวดเร็ว
หนิงมั่วโม่นั่งคร่อมอยู่ด้านหลัง มือสองข้างจับเสื้อที่เอวของหลินสุ่ยสุ่ย ตาปรอย ๆ หลับ ๆ ตื่น ๆ
แล้วก็หลับไปข้างหลังแบบนั้น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หลินสุ่ยสุ่ยหยุดจักรยานยืนอยู่หน้าประตูโรงงานทอผ้า เห็นหน้างานมีคนต่อคิวอยู่ห้าคนแล้ว
หนิงมั่วโม่ลงจากรถก็เห็นคนต่อคิวอยู่ด้านหน้าเช่นกัน ตอนแรกคิดว่ามากันเช้าพอแล้ว
ไม่คิดว่าจะมีคนมาเร็วกว่าพวกเธออีก
