“อาจารย์ถ่ายทอดวิชา ซูเยี่ยน เพื่ออนาคตของศิษย์สำนักเซียนอวิ๋นซู ขอให้ท่านลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ผู้ดูแลชั้นเจี่ยจื่อ”
ภายในกองถ่ายทอดวิชาของสำนักอาจารย์ผู้ดูแลพิธีการ ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดคือหลี่จิ้งจิ้ง ตัวแทนผู้ปกครองจากตระกูลต่าง ๆ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์แม้แต่น้อย
ผู้ปกครองจากตระกูลอื่นที่มาด้วยกันต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องอยู่ข้าง ๆ
“อะ...อะไรนะ?”
ซูเยี่ยนที่เพิ่งมาถึงกองถ่ายทอดวิชาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนมองคนกลุ่มนี้อย่างงุนงง
ไม่ถึงครึ่งเค่อก่อนหน้านี้ เขายังตั้งใจสอนวิชาหยั่งรู้หลักเร้นลับให้ศิษย์ชั้นเจี่ยจื่ออยู่เลย คาดไม่ถึงว่าผู้ดูแลพิธีการจะส่งข่าวผ่านหยกสื่อสาร เรียกให้เขารีบมาที่กองถ่ายทอดวิชา
เสียงของเมิ่งจางจากอีกฟากของหยกสื่อสารฟังดูเคร่งเครียดและเร่งร้อน ซูเยี่ยนจึงคิดว่าคงเกิดเรื่องสำคัญขึ้น
เขาทิ้งท้ายเพียงว่า “พวกเจ้าจงหยั่งรู้เคล็ดวิชาด้วยตนเอง” แล้วรีบรุดมายังกองถ่ายทอดวิชา
แต่พอเข้าไป เขาก็เห็นผู้ปกครองแปดคนที่คุ้นหน้าอยู่ก่อนแล้ว ยังไม่ทันได้พูดคุยกันกี่คำ หลี่จิ้งจิ้งก็กล่าวเช่นนั้นกับเขา
ซูเยี่ยนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงหันไปมองเมิ่งจาง ผู้ดูแลพิธีการ และพบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างกัน
“ผู้ดูแลเมิ่ง เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
เพิ่งเจอกันก็จะให้ฉันพ้นตำแหน่ง แบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอ?
เมิ่งจางอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ผู้ปกครองทั้งแปดท่านเห็นว่าท่านสอนชั้นเจี่ยจื่อได้ไม่ดี จึงมาหาข้าเพื่อขอเปลี่ยนอาจารย์ผู้ดูแลชั้นที่มีประสบการณ์มากกว่า”
กล่าวจบ เขาก็หันไปมองหลี่จิ้งจิ้งกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ น้ำเสียงพยายามข่มความโกรธเอาไว้
“ข้าขอกล่าวอีกครั้ง อาจารย์ถ่ายทอดวิชาซูเยี่ยนเป็นอัจฉริยะที่สำเร็จการศึกษาจากสำนักใหญ่ของสำนักเซียนอวิ๋นซู ผ่านการประเมินจากสำนักสาขา และได้รับคำแนะนำจากเจ้าสำนักเสวียนเจียงจื่อ ย่อมมีคุณสมบัติและความสามารถในการสอนศิษย์ชั้นเจี่ยจื่อได้เป็นอย่างดี”
“แม้อาจารย์ถ่ายทอดวิชาซูเยี่ยนจะเพิ่งมาประจำที่นี่ แต่ภายในเวลาเพียง 1 เดือน เขาก็ทำให้ศิษย์ชั้นเจี่ยจื่อพัฒนาขึ้นหลายส่วน นี่ยังพิสูจน์ความสามารถไม่ได้อีกหรือ!?”
เมิ่งจางเดือดดาลอยู่ในใจ
ตอนนั้นเจ้าสำนักเป็นผู้เสนอให้ซูเยี่ยนรับตำแหน่งอาจารย์ผู้ดูแลชั้นเอง พอเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่เพียงเป็นการตั้งข้อสงสัยต่อความสามารถในการสอนของอาจารย์ถ่ายทอดวิชา แต่ยังเป็นการตั้งข้อสงสัยต่อวิจารณญาณของเจ้าสำนักด้วย!
ถึงอย่างนั้น เมิ่งจางก็ยังข่มโทสะเอาไว้ แล้วอธิบายเรื่องราวอย่างจริงจังให้กระจ่าง
หลี่จิ้งจิ้งส่ายหน้า น้ำเสียงราบเรียบไม่เร่งไม่ช้า ก่อนแก้ความเข้าใจว่า “ผู้ดูแลเมิ่ง เรื่องนี้มิใช่ข้อเรียกร้องของพวกเราสองสามคนเท่านั้น พวกเราได้หารือกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ แล้วจึงมาที่นี่”
ซูเยี่ยนยืนขมวดคิ้วอยู่ด้านข้าง
หารือกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ แล้วหรือ?
รวมตัวกันเพื่อบีบให้ฉันพ้นตำแหน่ง ให้ลาออกจากการเป็นอาจารย์ผู้ดูแลชั้นเจี่ยจื่อ?
ทำไมกัน?
หนึ่งเดือนก่อน ซูเยี่ยนเพิ่งทะลุมิติมาอยู่ในร่างเจ้าของเดิม เจ้าของร่างเดิมมีรากวิญญาณปฐพี เป็นอัจฉริยะขั้นคลังสมบัติซ่อนเร้น และเคยโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งในสำนักใหญ่ของสำนักเซียนอวิ๋นซู
ระหว่างออกไปทำภารกิจครั้งหนึ่ง เขาถูกผู้บำเพ็ญมารใช้วิชาต้องห้ามของมาร จนสูญสิ้นพลัง รากวิญญาณเสียหาย และหมดโอกาสบำเพ็ญเซียนไปตลอดกาล
แม้โชคดีรักษาชีวิตไว้ได้ แต่...บรรพชนในสำนักก็หมดหนทางช่วยเหลือ
ท้ายที่สุด สำนักเซียนอวิ๋นซูจึงส่งเจ้าของร่างเดิมที่กลายเป็นคนไร้ค่า กลับมายังสำนักสาขาในบ้านเกิด
ระหว่างทางกลับ เจ้าของร่างเดิมกลัดกลุ้มใจ ทำใจยอมรับไม่ได้ที่อัจฉริยะอย่างตนกลับกลายเป็นคนไร้ค่า จึงสิ้นใจลง
หลังเจ้าของร่างเดิมตาย ซูเยี่ยนก็ถูกโชคชะตาเล่นงานจนทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้
บังเอิญว่าเจ้าของร่างเดิมก็ชื่อซูเยี่ยน เขาจึงได้รับความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิม
เมื่อกลับมายังสำนักสาขาอวิ๋นลู่แห่งอำเภออวิ๋นลู่ บ้านเกิดของเจ้าของร่างเดิม เจ้าสำนักเสวียนเจียงจื่อก็ได้รู้สถานการณ์ของซูเยี่ยน
เจ้าสำนักไม่สนใจเสียงคัดค้านของทุกคน แต่งตั้งให้ซูเยี่ยนเป็นอาจารย์ผู้ดูแลชั้นเจี่ยจื่อ ซึ่งเป็นชั้นเรียนเต๋าที่ดีที่สุดของสำนักสาขาอวิ๋นลู่
เพียงเวลา 1 เดือน ภายใต้การสอนของซูเยี่ยน ความสามารถของศิษย์ชั้นเจี่ยจื่อก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยรวมแล้วดีขึ้นหลายส่วนเมื่อเทียบกับแต่ก่อน
แล้วตอนนี้ ผู้ปกครองของศิษย์ชั้นเจี่ยจื่อเหล่านี้จะมาเปลี่ยนตัวเขาอย่างนั้นหรือ?
ซูเยี่ยนคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
เขารีบทบทวนประสบการณ์การสอนตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา
ด้วยความเข้าใจในขั้นคลังสมบัติซ่อนเร้นของเจ้าของร่างเดิม การสอนศิษย์ขั้นชักนำปราณและขั้นหลอมกายเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเลย
เขาไม่เคยลงโทษศิษย์ที่พัฒนาช้า และไม่เคยกดดันศิษย์ บรรยากาศการบำเพ็ญของทั้งชั้นเรียนเต๋ากลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง
ตอนที่เสวียนเจียงจื่อแต่งตั้งเขาเป็นอาจารย์ผู้ดูแลชั้นเจี่ยจื่อ ผู้ปกครองเหล่านี้ก็เห็นชอบด้วยแท้ ๆ
ตกลงแล้วปัญหาเกิดขึ้นตรงไหนกันแน่?
“สหายเต๋าหลี่ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?” ซูเยี่ยนถามอย่างไม่เข้าใจ
หลี่จิ้งจิ้งเหลือบมองเขา แล้วกล่าวเสียงเรียบ “อาจารย์ถ่ายทอดวิชาซูเยี่ยน เดิมทีเรื่องนี้เพียงหารือกับผู้ดูแลเมิ่งก็พอ แต่เมื่อผู้ดูแลเมิ่งเรียกท่านมาที่นี่แล้ว พวกเราก็จะไม่อ้อมค้อม”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “หลังจากผู้ปกครองพวกเราหารือกันแล้ว ก็เห็นว่าท่านเป็นเพียงปุถุชน ไม่มีพลังบำเพ็ญเซียนแม้แต่น้อย ย่อมไม่มีความสามารถพอจะนำชั้นเจี่ยจื่อ
“โดยเฉพาะชั้นเจี่ยจื่อจะต้องเข้าสอบทะยานเมฆาในอีก 1 ปี ช่วงเวลาหนึ่งปีนี้เป็นช่วงสำคัญที่สุดของพวกเขา หากท่านหวังดีกับศิษย์เหล่านั้นจริง ก็ควรลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ผู้ดูแลชั้นด้วยตนเอง แล้วให้สำนักสาขาอวิ๋นลู่เปลี่ยนอาจารย์ถ่ายทอดวิชาที่มีประสบการณ์มากกว่านี้”
เมิ่งจางฟังแล้วรู้สึกขัดใจเป็นอย่างยิ่ง จึงอดขัดขึ้นไม่ได้ว่า “ความก้าวหน้าของชั้นเจี่ยจื่อตลอด 1 เดือนนี้ ซูเยี่ยนเป็นคนสร้างขึ้นมา ท่านยังจะบอกว่าเขาไม่มีความสามารถอีกหรือ?”
หลี่จิ้งจิ้งหัวเราะเยาะ ก่อนเหลือบมองซูเยี่ยนด้วยแววตาดูแคลนอยู่หลายส่วน
“ผู้ดูแลเมิ่ง เดิมทีข้าไม่อยากพูดให้ตรงเกินไป แต่แม้ซูเยี่ยนจะเป็นอาจารย์ผู้ดูแลชั้นเจี่ยจื่อ ในสายตาข้า ความก้าวหน้าอันชัดเจนของชั้นเจี่ยจื่อก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย”
สิ้นเสียงของนาง ทั้งกองถ่ายทอดวิชาก็เงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่าน
ซูเยี่ยนหลุดหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด “สหายเต๋าหลี่ ท่านหมายความว่าที่ชั้นเจี่ยจื่อพัฒนาขึ้นมากในตอนนี้ ล้วนเป็นเพราะศิษย์พึ่งพาตนเองอย่างนั้นหรือ?”
หลี่จิ้งจิ้งพยักหน้าอย่างเห็นเป็นเรื่องสมควร “แน่นอน ศิษย์ตระกูลของพวกเราเข้าใจขึ้นมาแล้ว พอกลับจากสำนักสาขาอวิ๋นลู่ก็ขยันบำเพ็ญมากกว่าเดิม ความสามารถย่อมพัฒนาได้รวดเร็ว”
“เท่าที่ข้าทราบ ตลอดช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่อาจารย์ถ่ายทอดวิชาซูเยี่ยนสอน ท่านไม่ได้ใช้วิธีสอนพิเศษอะไรเลย บางคาบท่านถึงกับอนุญาตให้ศิษย์หลับตาพักผ่อน นี่ไม่ใช่การละเลยหน้าที่หรอกหรือ?”
พวกเราส่งศิษย์ในตระกูลมายังสำนักสาขาอวิ๋นลู่ ก็เพื่อให้เรียนรู้ความรู้เรื่องการบำเพ็ญเซียนและยกระดับวรยุทธ์ ไม่ใช่ให้มาพักผ่อน
กล่าวจบ นางก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ยิ่งไปกว่านั้น อัจฉริยะผู้บำเพ็ญเซียนที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์ถ่ายทอดวิชาคอยสอน”
เมิ่งจางขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่รู้รายละเอียดเหล่านี้มาก่อน แต่มีเกณฑ์ตัดสินของตนเอง
ขอเพียงความสามารถของศิษย์เพิ่มขึ้น ต่อให้จะนอนหลับ หรือยืนถ่ายหนักอยู่บนหัวเขา...ก็ไม่เป็นไรทั้งนั้น
ในสำนักสาขาอวิ๋นลู่ หรือกระทั่งทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเซียน ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมมีอภิสิทธิ์ ยิ่งแข็งแกร่งมาก อภิสิทธิ์ก็ยิ่งมาก
สำหรับศิษย์ที่มีความสามารถติดอันดับต้น ๆ สำนักสาขาอวิ๋นลู่ไม่สนใจว่าพวกเขาจะเข้าเรียนหรือไม่ ต่อให้เป็นเวลาเรียนก็ยังเล่นได้ตามสบาย ขอเพียงไม่รบกวนศิษย์คนอื่นก็พอ
