ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร ท้องฟ้าก็มืดลงเสียแล้ว
เมืองเป่ยจี๋เป็นดินแดนประหลาด ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ซึ่งจะอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์และหลักเหตุผลตามปกติ ต่อให้เรื่องเหลวไหลเพียงใดเกิดขึ้นที่นี่ ก็กลายเป็นเรื่องสมเหตุสมผลไปเสียหมด
หลังตั้งครรภ์ ไป๋เหยาก็หิวง่ายขึ้น เสวียเหยียนพาเธอเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต เจ้าของร้านยังไม่กลับมา เขาควักเศษเหรียญกำหนึ่งจากกระเป๋าตัวเอง นับอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนวางเงินไว้บนเคาน์เตอร์ จากนั้นก็หิ้วถุงของกินมานั่งพักกับไป๋เหยาบนเก้าอี้ข้างหน้าต่างร้าน
เสวียเหยียนฉีกซองขนมปังส่งให้ไป๋เหยา แล้ววางโยเกิร์ตกล่องหนึ่งที่เสียบหลอดไว้แล้วลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ จากนั้นก็วางมือทั้งสองข้างบนโต๊ะ เท้าคางแล้วจ้องเธอพลางยิ้มตาหยี
ไป๋เหยากัดขนมปังคำหนึ่งแล้วถามเสียงอู้อี้ว่า “จ้องฉันทำไม”
เสวียเหยียนตอบว่า “เหยาเหยาสวย”
ไป๋เหยาเหลือบมองเขา “พูดเหลวไหล ฉันมีวันไหนไม่สวยบ้าง”
เสวียเหยียนพูดเอาใจเป็นพิเศษว่า “เหยาเหยาสวยทุกวัน!”
ไป๋เหยาพอใจอยู่บ้าง เธอสังเกตเห็นเงาคนที่กำลังเดินอยู่บนถนน จึงใช้เท้าใต้โต๊ะสะกิดคนตรงข้ามเบา ๆ แล้วพูดอย่างคนชอบสอดรู้ว่า “เร็ว ดูทางนั้นสิ”
เสวียเหยียนมองตามไป เห็นเจ้าของโรงแรมตระกูลชูกับหญิงสาวมนุษย์คนนั้น
บนถนนมีเพียงเงาของเจ้าของโรงแรมตระกูลชูกับอิง หวนเหมียน ไม่มีคนอื่นอีก ท่ามกลางรัตติกาล ถนนสายนี้จึงยิ่งดูเงียบสงัดและน่าขนลุก
แม้จะเดินไปทางเดียวกัน แต่อิง หวนเหมียนก็จงใจรักษาระยะห่างจากเจ้าของโรงแรมตระกูลชู เห็นได้ว่าเธอตัวแข็งทื่อ ก้าวเดินอย่างรีบร้อน ราวกับอยากหลุดพ้นจากสายตาที่คอยจับจ้องอันตรายเหล่านั้นเต็มที
เจ้าของโรงแรมตระกูลชูยังคงวางมาดสุภาพสง่างาม “คุณอิง ยินดีด้วยที่กลายเป็นผู้โชคดี”
อิง หวนเหมียนตอบว่า “ขอบคุณ”
เธอพูดต่อว่า “ฉันไปเองได้ ไม่ต้องรบกวนคุณไปส่งหรอก”
“คุณอิงไม่รู้ทาง เดี๋ยวก็หลงเอาได้ พอดีตอนนี้ผมก็ไม่มีธุระอะไร ไปส่งคุณสักหน่อยก็ไม่เป็นไร”
