สถาบันหมิงเต๋อเป็นโรงเรียนสำหรับชนชั้นสูงแบบประจำ มีระบบการศึกษาพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนที่ผสมผสานระหว่างระดับมัธยมปลายกับมหาวิทยาลัย
ดังนั้น แม้พวกเขาจะบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ยังต้องอยู่ที่นี่จนจบหลักสูตรทั้งหมด ถึงจะเข้าสู่ธุรกิจของตระกูลและได้รับสิทธิ์ในการสืบทอด
คนที่มาเรียนที่นี่ล้วนไม่ธรรมดา แน่นอนเหมือนในวงสังคมอื่น ๆ ก็จะมีคนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเสมอ อาจเพราะหน้าตาที่โดดเด่น หรือพื้นเพครอบครัวที่ทรงอิทธิพลกว่าใคร และไป๋เหยาก็มีครบทั้งสองอย่าง
ไป๋เหยาหน้าตาสวย เกรดก็ดี มีหนุ่ม ๆ แอบชอบเธอไม่น้อย แต่เพราะนิสัยชอบเสแสร้งของไป๋เหยา สาว ๆ ที่เกลียดเธอก็ไม่น้อยเช่นกัน
แต่ติดที่ฐานะทางบ้านของไป๋เหยาดีที่สุดในกลุ่ม ก็เลยต่อให้ใครไม่พอใจเธอ ก็ทำได้แค่ยิ้มแล้วประจบเอาใจ
เช่นเพื่อนร่วมโต๊ะของเธอ ลู่เสี่ยวหรัน
ลู่เสี่ยวหรันพอเห็นไป๋เหยาเดินเข้าห้องเรียน ก็รีบเข้าไปพูดอย่างกระตือรือร้นว่า "เหยาเหยา วันนี้แต่งหน้าสโมกกี้อายสวยจังเลยนะ!"
ไป๋เหยาเหลือบมองเธอ "นี่มันขอบตาคล้ำ"
ลู่เสี่ยวหรันก็ยิ้มแย้มพูดต่ออีกว่า "ก็เพราะเหยาเหยาสวยแต่เกิดไง ต่างจากฉันที่มีขอบตาคล้ำแล้วดูน่าเกลียด ขอบตาคล้ำนั่นพออยู่บนหน้าเธอนะ กลับมีความงามอีกแบบเลยล่ะ"
ไป๋เหยาถามว่า "จริงเหรอ?"
ลู่เสี่ยวหรัน "ต้องจริงสิ!"
ไป๋เหยานั่งลงที่ประจำ เธอรับกระจกที่ลู่เสี่ยวหรันยื่นให้มาส่องดูสักพัก ยกมือขึ้นลูบไล้แก้มตัวเองเบา ๆ เธอหลงตัวเอง "ก็จริงนะ ฉันนี่มันสวยเหลือเกิน ถ้าโลกนี้ไม่มีฉัน ระดับสุนทรียภาพของพวกเธอคงต้องตกต่ำลงไปอีกหลายระดับแน่"
เคยเห็นคนหลงตัวเอง แต่ไม่เคยเห็นใครหลงตัวเองแบบไร้ยางอายขนาดนี้
ลู่เสี่ยวหรันบ่นในใจสุด ๆ แต่พอไป๋เหยามองมา เธอก็ฉีกยิ้มประจบประแจงอีกครั้ง
ไป๋เหยาหยิบตลับอายแชโดว์ออกมาจากกระเป๋าอย่างใจกว้าง "ที่เคยสัญญาว่าจะให้ ที่ลิมิเต็ดเอดิชั่นน้ำตาเงือก ฉันมีตลับเดียวเท่านั้นนี่นะ เธออย่าไปบอกพี่น้องคนอื่นนะ ไม่งั้นถ้าพวกเธอมาขอฉัน ฉันก็ไม่มีให้เพิ่มแล้ว"
"รู้แล้ว รู้แล้ว" ลู่เสี่ยวหรันอยากได้ตลับอายแชโดว์ลิมิเต็ดนี้มานานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ซื้อไม่ได้ พอได้รับของจากไป๋เหยา เธอก็รีบยัดใส่กระเป๋าตัวเอง แล้วพูดซาบซึ้งว่า "เหยาเหยา เธอนี่ดีจริง ๆ มีเพื่อนดี ๆ แบบเธอเป็นโชคดีของฉัน"
ไป๋เหยามองตัวเองในกระจก เธอไม่ถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย "แน่นอนอยู่แล้ว ฉันทั้งสวยทั้งใจดี"
ลู่เสี่ยวหรันก็พูดตามน้ำอีกหลายคำ ก็เพราะปากหวานนี่แหละ ถึงได้ทะลวงออกมาจากกลุ่มคนประจบสอพลอจนคว้าอันดับหนึ่ง นั่งแท่นมือขวาคนสนิทของไป๋เหยาอย่างมั่นคง และแน่นอน เธอก็ได้ผลประโยชน์จากไป๋เหยามากมาย
ลู่เสี่ยวหรันพูดว่า "เหยาเหยา ได้ยินว่าห้องเราจะมีนักเรียนใหม่นะ"
ไป๋เหยาถาม "ชายหรือหญิง? หน้าตาดีไหม?"
"ได้ยินว่าเป็นผู้หญิง มีคนเห็นเธอทำเอกสารอยู่ที่ห้องทำงานครูก่อนหน้านี้ ดูท่าทางก็สวยดีนะ"
ไป๋เหยา: "ชื่อเธอเป็น ABB หรือเปล่า?"
ลู่เสี่ยวหรัน: "หา?"
ไป๋เหยา: "ฉันถามว่าเธอชื่ออะไร?"
ลู่เสี่ยวหรันบอกว่า "น่าจะชื่อลู่จือจือ ได้ยินอาจารย์เรียกเธอแบบนั้น"
ไป๋เหยาสีหน้าหนักใจขึ้นมา
เธออยู่โลกนี้โดยไม่มีบทล่วงหน้ามาได้เดือนกว่าแล้ว และไม่เคยพบว่ามีผู้หญิงคนไหนมีกลิ่นอายของนางเอกเลย เธอเลยได้แต่เดาว่านางเอกยังไม่ปรากฏตัว
ตอนนี้ลู่เสี่ยวหรันบอกว่านักเรียนใหม่ที่ย้ายมาชื่อลู่จือจือ เธอเลยเดาว่านี่ต้องเป็นนางเอกแน่ ๆ เพราะหนังสือนิยายสิบเรื่องมีเก้าเรื่องที่ชื่อของนางเอกจะเป็นแบบ ABB
ลู่เสี่ยวหรันไม่เข้าใจจุดที่ไป๋เหยาให้ความสนใจ เธอรายงานข่าวคราวล่าสุดต่อไป "ห้องข้าง ๆ มีนักเรียนหญิงพักการเรียนอีกแล้ว เธอกับนักเรียนหญิงที่พักคนก่อนอยู่หอพัก B ทั้งคู่ เหยาเหยา เธอก็อยู่หอนั่นไม่ใช่เหรอ? เปลี่ยนหอพักเถอะ ฉันว่าตำนานนั่นเรื่องจริงนะ มันต้องเป็นหอพักที่ถูกสาปแน่"
หอ B เป็นหอเก่า ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือไม่ดีอยู่เรื่อย ๆ เช่นเรื่องเด็กผู้หญิงนอนฆ่าตัวตายในอ่างอาบน้ำ หรือคนที่แขวนคอตายตอนปิดเทอมฤดูร้อน พอผ่านไปนานเกินกว่าจะมีใครพบ หัวก็หลุดตกลงบนพื้น... พูดรวม ๆ ก็มีตำนานน่ากลัวเยอะแยะ
โรงเรียนนี้มีประวัติเป็นร้อยปี ปิดกั้นควบคุมตลอด แค่นักเรียนจะออกไปข้างนอกสักครั้งก็ยากเย็น อย่ามองว่านักเรียนแต่ละคนภายนอกดูดีหรูหรา อันที่จริงในกลุ่มนักเรียนมีลำดับชั้นชัดเจน คนที่ไม่เข้าพวกก็จะถูกโดดเดี่ยว ภายใต้ผิวเผินที่สนิทสนมสนุกสนานคือบรรยากาศที่กดดัน
นักเรียนที่มีฐานะสูงหน่อยก็จะไม่เข้าอยู่หอพัก B
แต่ไป๋เหยาคือคนนอกรีต เธอไม่อยากนอนร่วมห้องกับคนอื่น เธอก็เลยเข้าอยู่หอ B ที่นั่นมีห้องว่างให้เธอเลือกมากมาย
ลู่เสี่ยวหรันไม่เข้าใจว่าไป๋เหยากล้าได้ขนาดนี้ได้ยังไง เธอถามเสียงเบา: "เหยาเหยา เธอนอนคนเดียวที่นั่น ไม่กลัวจริง ๆ เหรอ?"
"มีอะไรน่ากลัว?" ไป๋เหยาไม่สะทกสะท้าน
ลู่เสี่ยวหรัน: "ฉันได้ยินว่าไฟที่นั่นกระพริบบ่อย!"
ไป๋เหยา: "ก็แค่สายไฟเก่า"
ลู่เสี่ยวหรัน: "แล้วก็มีรุ่นพี่บอกว่าจู่ ๆ อ่างล้างหน้าก็มีผมโผล่ขึ้นมาเยอะแยะ!"
ไป๋เหยา: "ก็แค่ท่อตัน"
ลู่เสี่ยวหรัน: "ตอนกลางคืนมีเสียงเคาะมาที่หน้าต่างกระจก!"
ไป๋เหยา: "นั่นมันแฟนฉัน... อึก เป็นกิ่งไม้โดนลมพัดกระแทกหน้าต่างน่ะ"
ลู่เสี่ยวหรันมองไป๋เหยาด้วยสายตาพิศวง
ไป๋เหยาตบบ่าลู่เสี่ยวหรัน "เสี่ยวหรัน เราต้องเชื่อในวิทยาศาสตร์ โลกนี้ไม่มีผีหรอก ดูฉันสิ เรื่องไม่ดีก็ทำไม่น้อย แต่ก็ไม่เห็นมีผีมาเคาะประตูตอนกลางคืนเลยนะ"
ลู่เสี่ยวหรัน: "..."
บางทีเธอก็รู้สึกว่าไป๋เหยาอยู่กันคนละโลกกับพวกเขาจริง ๆ ไม่งั้นก็ไม่มีทางที่ทุกคนจะหวาดผวากันขนาดนี้ แต่ไป๋เหยากลับเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย
ตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาดูออกจะขี้อายนิดหน่อย พูดกับไป๋เหยาว่า "ไป๋เหยา เอ่อ... ใกล้ถึงวันเกิดผมแล้ว ผมขอเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อได้ไหม?"
มาอีกแล้ว
ลู่เสี่ยวหรันกลอกตา แม้ไป๋เหยาจะมีแฟนเป็นเด็กหนุ่มเรียนห้องข้าง ๆ ที่ดูไม่เด่นอะไรแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ยอมแพ้ อยากจะแย่งไป๋เหยา ดอกฟ้าผู้มั่งคั่งดอกนี้ไป
ไป๋เหยาถามอย่างสงสัย "วันเกิดคุณก็จัดไปสิ จะเลี้ยงข้าวฉันทำไม?"
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะหาเหตุผลข้อหนึ่งจนได้ "เมื่อวานคุณช่วยเก็บยางลบที่หล่นบนพื้นให้ผม ผมต้องขอบคุณให้ดี!"
ไป๋เหยาปฏิเสธแบบไม่ไว้หน้า "ไม่ไป แฟนฉันไม่ชอบให้ฉันสนิทกับผู้ชาย"
เด็กหนุ่มยังอยากจะพูดอะไรอีก ก็มีเสียงหนึ่งในห้องพูดว่า "ไป๋เหยา แฟนเธอมาที่หน้าประตูนู่น!"
ไป๋เหยาเงยหน้าขึ้น เด็กหนุ่มที่ยืนหน้าประตูมีรูปร่างสูงโปร่ง ชุดนักเรียนสีดำขับเน้นเรือนร่างที่สูงแต่ไม่ดูผอมแห้ง เมื่อสบตากับไป๋เหยา เขาคิ้วโก่งยิ้มน้อย ๆ รอยยิ้มสดใสเหมือนแสงตะวัน "เหยาเหยา"
ไป๋เหยาลุกขึ้น เดินอ้อมเด็กหนุ่มที่ขวางทาง เธอวิ่งไปที่ประตู ถามยิ้ม ๆ ว่า "นายมาทำอะไรน่ะ?"
เฉินจี้พูดเบา ๆ ว่า "ผมมีของจะให้คุณ"
ไป๋เหยาตาเป็นประกายรอคอย แต่เธอไม่อยากให้คนอื่นเห็นของขวัญเซอร์ไพรส์ที่เฉินจี้ให้ เธอเลยจูงมือเขาเดินไปตามทางเดิน
แววตายิ้มละไมของเฉินจี้เหลือบมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ในห้องเรียนอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มยังมีท่าทางขี้อาย แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่ยอม มีคนเดินมาข้าง ๆ พูดเยาะเย้ยว่า "ดูดอกไม้ประจำห้องเราสิ ชอบใครไม่ชอบ ดันไปชอบไอ้เฉินจี้นั่น เฉินจี้ไอ้หมอนั่นเมื่อก่อนก็โดนซ้อมบ่อยไม่ใช่เรอะ? ขี้ขลาดเหมือนหนู เจอใครก็หลบ ตอนนี้กล้าดีขึ้นเยอะนะ แม้แต่สาวที่พี่หยวนเราจ้องก็ยังกล้าจีบ"
คนอื่น ๆ ก็แห่กันมาสมทบ กลัวเรื่องไม่ใหญ่ "ไม่ใช่เหรอพี่หยวน? ไอ้หมอนั่นมันอวดดีเกินไปแล้ว!"
เด็กหนุ่มชื่อจ้าวหย่วน ได้ยินคำพูดของเพื่อนก้างแล้ว สีหน้ายิ่งแย่ลง
ลู่เสี่ยวหรันคิดในใจเงียบ ๆ ว่า ควรเตือนไป๋เหยาดีไหมนะ ว่าแฟนเธอคงจะซวยแล้ว?
ที่ปล่องบันได มีเพียงไป๋เหยากับเฉินจี้
เธอถามทันควันเลยว่า "นายจะให้อะไรฉัน?"
เฉินจี้หยิบโยเกิร์ตรสสตรอว์เบอร์รีกล่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง เจาะหลอดเสียบแล้วส่งให้เธอ ไป๋เหยาดูดโยเกิร์ต มองดูเขาหยิบขวดแก้วออกมาจากกระเป๋าอีก
ข้างในเต็มไปด้วยนกกระเรียนกระดาษหลากสี และเป็นสีชมพูทั้งหมด เต็มไปด้วยความเป็นสาวหวาน
เฉินจี้ยื่นขวดแก้วส่งมาตรงหน้า แววตาสีดำขลับเป็นประกาย "เหยาเหยา ผมได้ยินว่าระหว่างคู่รักเขาจะพับสิ่งของให้กัน อันนี้ให้คุณ คราวหน้าผมจะพับดาวให้คุณอีก ดีไหม?"
การพับของให้กัน นี่น่าจะเป็นเกมยอดฮิตในหมู่คู่รักวัยรุ่นเมื่อหลายปีก่อนหน้านี่นา
นี่มันยุคไหนแล้ว ใครจะยังพับของกัน?
ไป๋เหยาเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าของเด็กหนุ่มสะอาดหมดจดหล่อเหลา ในดวงตาดำแจ่มใสเต็มไปด้วยความคาดหวัง จ้องมองที่หน้าเธออย่างไม่อยากละสายตาไปไหน
ไป๋เหยารู้ดีว่าเขาคาดหวังอะไร
เธอเขย่งปลายเท้าขึ้นขณะที่เด็กหนุ่มก้มตัวลงมารออยู่แล้ว เธอจูบเขาฉาดหนึ่งเสียงดัง พูดยิ้มแย้มว่า "ขอบคุณ ฉันชอบมากเลย!"
ดวงตาของเฉินจี้ฉายแววระริกระรี้ มีความดีใจปนความตื่นเต้นราวกับจะทะลักออกมาจากอก เขากระพริบตาปริบ ๆ ท่าทางใสซื่อบริสุทธิ์ "เหยาเหยา ขอกอดผมอีกทีได้ไหม?"
ไป๋เหยาขยับเข้าไปหนึ่งก้าวแล้วกอดเขา เธอลูบหลังเขาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเอ็นดู "เอาล่ะ ๆ เฉินจี้ของเราน่ารักที่สุดแล้ว ถึงเธอไม่พูดฉันก็อยากกอดเธออยู่ดี"
เด็กหนุ่มยิ้มน้อย ๆ ราวกับสัตว์น้อยตัวหนึ่งที่กำลังสนิทสนมกับคน ซุกไซ้ใบหน้าเธออย่างพึงพอใจ
เขาตัวสูงตั้งเมตรกว่า แต่ตอนนี้ก้มตัวลงซบหน้าบนไหล่ของหญิงสาว ดูเหมือนกำลังออดอ้อนจริง ๆ