ไป๋เหยาเอามือข้างหนึ่งเท้าคาง นึกถึงเด็กตัวเปลือยคนนั้นแล้วก็รู้สึกสงสารขึ้นมานิดหน่อย “แต่คิดดูดี ๆ แล้ว เขาก็น่าสงสารอยู่นะ เด็กตัวแค่นั้นไม่รู้อะไรเลย พ่อแม่ไม่ดูแลเขาบ้างหรือไง?”
หลูเชิงเลียนแบบท่าทางของเธอ เอามือข้างหนึ่งเท้าคางแล้วพูดว่า “พ่อของเขาทิ้งเขากับแม่ไป แม่ของเขาถูกกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก สุขภาพก็ไม่ดี ปกติคงควบคุมเขาไม่ไหวหรอก”
ไป๋เหยานั่งตัวตรง ขมวดคิ้ว “ผู้ชายเฮงซวยจริง ๆ ฉันเห็นชัด ๆ ว่าบ้านพวกเขามีคนอยู่ แต่พอตกกลางคืนก็มืดสนิทตลอด พ่อเขาไม่ให้ค่าเลี้ยงดูสินะ ถึงไม่มีเงินจ่ายค่าไฟ!”
หลูเชิงนั่งตัวตรงตามเธอ พูดอย่างโกรธแค้น “เท่าที่ฉันรู้ ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้แม่ลูกคู่นั้นเลยจริง ๆ”
ไป๋เหยาโกรธแค้นผู้ชายเฮงซวย และรู้สึกสงสารแม่ลูกที่น่าสงสารคู่นั้น พอนึกถึงตอนที่ตัวเองข่มขู่เด็กคนนั้นอย่างโหดเหี้ยม ก่อนหน้านี้เธอก็รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย
ฟ้ามืดแล้ว กินข้าวเสร็จพวกเขาก็ต้องกลับ
หลูเชิงเดินไปส่งไป๋เหยาถึงหน้าบ้าน “คุณหนูไป๋ ขอบคุณที่เลี้ยงข้าววันนี้นะครับ พยากรณ์อากาศบอกว่าคืนนี้ฝนจะตก อย่าลืมล็อกประตูหน้าต่าง ขอให้ฝันดีนะครับ ลาก่อน”
ไป๋เหยาโบกมือ “ลาก่อนค่ะ”
หลังหลูเชิงจากไป ไป๋เหยาก็ปิดประตูใหญ่ เธอทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเองกับหลูเชิงในวันนี้ในหัว ยืนยันว่าตัวเองทำได้ไร้ที่ติ แล้วก็ยกมือปิดหน้าด้วยความตื่นเต้น
ไป๋เหยาคิดไปด้วยว่าคราวหน้าจะหาเรื่องอะไรไปชวนเขาเจอ ขณะเดินกลับเข้าห้องนอน เธอค้นเสื้อผ้าที่จะใส่หลังอาบน้ำจากในตู้ ปากก็ฮัมเพลงที่ไร้ทำนองไปด้วย “วันนี้เป็นวันดี เหยาเหยายังคงสมบูรณ์แบบน่ารักน่าหลงใหล ฮึม ๆ ทุกคนควรตกหลุมรักฉัน...”
อีกด้านหนึ่ง ในพื้นที่อันเงียบงัน มีโคมไฟกำลังแรงสูงหลายดวงส่องสว่าง แสงไฟร้อนระอุแทบจะย่างคนให้กลายเป็นมัมมี่
