ในลานบ้าน ม่ายซุ่ยหันหลังออกจากประตูห้องตะวันตก พอเดินผ่านครัว สายตาก็เหลือบไปเห็นกู้เสี่ยวหยากำลังยอง ๆ อยู่ตรงมุมกำแพง พลางขยิบตาให้เธอ ใบหน้าน้อยหนาวจนแดงก่ำเหมือนก้นลิง เท้ายังสวมรองเท้าผ้าบุนวมขาด ๆ คู่เมื่อวานที่ปลายนิ้วโผล่พ้นออกมา น้ำมูกย้อยแทบจะไหลเข้าปากอยู่แล้ว
ม่ายซุ่ยเดินเข้าไปหา กู้เสี่ยวหยาก็ผุดลุกขึ้นพรวดเดียว แนบปากกระซิบข้างหูเธอเสียงเบา “พี่สะใภ้ หนูเห็นพี่สะใภ้รองแอบย่องเข้าไปบ้านป้าจาง! สองคนนั้นยืนกระซิบกระซาบกันอยู่หน้าประตูใหญ่ตั้งนาน บอกว่าจะไปหาผู้ใหญ่บ้าน!”
ชามในมือม่ายซุ่ยชะงักค้าง
ให้ตายเถอะ คนหนึ่งปากมาก อีกคนชอบก่อเรื่อง พอสองคนนี้มาเจอกัน เรื่องขาวก็กลายเป็นดำได้ คนตายยังถูกพูดจนฟื้นขึ้นมาได้เลย
ถ้าพาผู้ใหญ่บ้านมาจริง ๆ สองสามีภรรยาผู้อาวุโสของตระกูลกู้ที่ใจอ่อนเหมือนแป้งนุ่ม คงไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก
เธอต้องจัดการเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อนที่ป้าจางตัวกาลกิณีจะมาถึง
เธอก้มลงลูบหัวเสี่ยวหยา เส้นผมเหลือง ๆ เต็มหัวนั้นสากมือจนแทบตำมือ “มีคนอื่นเห็นอีกไหม?”
“ไม่มี!” เสี่ยวหยาชูอกน้อย ๆ อย่างภาคภูมิใจ “หนูเห็นตอนเดินกลับจากไปช่วยแม่ทำปุ๋ยหมัก แม่มัวแต่ทำงานจนไม่ได้ชายตามองทางนั้นเลยสักนิด”
“เด็กดี”
ม่ายซุ่ยยืดตัวขึ้น มองข้ามกำแพงลานบ้านไปยังยอดเขาทางทิศตะวันออก ใกล้เที่ยงแล้ว แสงแดดส่องจนหิมะบนหลังคาละลาย หยดน้ำไหลลงมาเปาะแปะ
เธอมาอยู่โลกนี้ได้แค่สองวัน แต่ก็พอจะสำรวจสถานการณ์จนรู้เรื่องแล้ว หากอยากคลี่คลายสถานการณ์ยุ่งเหยิงนี้ แค่หูดีสมองไวคงไม่พอ เธอต้องหาเงิน
ม่ายซุ่ยกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนถุงเท้าหนา ๆ แล้วสะพายตะกร้าเก่าที่วางอยู่ใต้หน้าต่างขึ้นไหล่ ก่อนหยิบจอบเล็กปากบิ่นจากเตาไฟมาเล่มหนึ่ง
“พี่สะใภ้จะไปไหน?” เสี่ยวหยาเดินตามเธอมาไม่ห่าง ราวกับเงาตามตัว
“ขึ้นเขา”
“หนูไปด้วย!”
ม่ายซุ่ยหันกลับไปมองรองเท้าผ้าบุนวมขาด ๆ ที่ปากอ้าเหมือนรองเท้าของเสี่ยวหยา บนเขาหิมะหนาจนท่วมหน้าแข้ง ถ้าสวมรองเท้าคู่นี้เดินลุยไป ไม่ถึงสิบก้าวก็เปียกชุ่มแล้ว เธอกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ เสี่ยวหยาก็กระโดดขึ้นพูดก่อน “หนูรออยู่ตีนเขาก็ได้! หนูไม่เดินเข้าไปลึกหรอก!”
