ย้อนยุคสี่ศูนย์: ทรัพย์สมบัติบ้านพ่อแม่ถูกฉันเก็บเข้าวิเศษ

บทที่ 2 มิติสวรรค์เปิดตื่น

6 นาที· 1.5K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

“ลูกแม่ คืนนี้นอนกับแม่เถิด”

ช้อนของเยว่หวั่นฉิงที่ตักโอสถอยู่พลันวกโค้งไปแตะขนมเปี๊ยะอบเชยในมือเหมียวชูอย่างแม่นยำ

แม่นางเป็นคนตาดุจเปลวเพลิงจริง ๆ ขนมในยุคนี้รสชาติดีนัก ตอนกินข้าวค่ำเหมียวชูก็แอบยัดขนมที่เหลือใส่กระเป๋าไว้กินบนเตียงยามค่ำ แต่ถูกแม่จับได้เสียก่อน

“แม่ ขม”

เหมียวชูเบ้หน้ากระจุ๋มกระจิ๋มจ้องมองโอสถดำทะมึน ราวกับในถ้วยจะบานดอกไม้ได้

“ลูกแม่ ดูพ่อดื่มสิ ไม่ขมเลย” เหมียวเจ๋อหัวที่อยู่ด้านข้างเอ่ยบอกพลางยกถ้วยที่บรรจุสิ่งของดำมืดเช่นกันขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

เยว่หวั่นฉิงมองบุรุษผู้นี้ถือถ้วยน้ำตาลกรวดแดงมาหลอกเด็กก็โทสะพลุ่งขึ้นทันใด

“เหมียวเจ๋อหัว เจ้าช่างไร้ยางอายนัก นึกว่าลูกจะเหมือนเจ้าที่กลัวกินยาหรืออย่างไร ถึงได้เอาน้ำตาลกรวดแดงมาแสร้งทำ”

ช้อนของเยว่หวั่นฉิงกระแทกลงบนถ้วยโอสถอีกครั้ง

ท่านพ่อเหมียวหัวเราะแห้งพลางเช็ดคราบน้ำตาลแดงที่มุมปาก ลุกขึ้นยกถ้วยโอสถเทลงในถ้วยน้ำขิงผสมน้ำตาลกรวดที่ตนเพิ่งดื่มไป

“ลูกแม่ ดื่มเดี๋ยวนี้ พ่อผสมน้ำตาลกรวดให้แล้ว”

เยว่หวั่นฉิงโกรธถึงขั้นตบหลังเหมียวเจ๋อหัวไปหนึ่งฝ่ามือ

“เจ้านี่ช่างดีจริง ขี้เหนียวมาถึงลูก ขนาดกากน้ำตาลกรวดในถ้วยยังจะให้ลูกดื่ม”

“พ่อแม่ ข้าดื่ม ข้าดื่ม” ถ้าดูไม่ออกว่าสองคนนี้เล่นบทดีบทร้ายกันเล่า ก็เสียชื่อนักบริหารชั้นสูงของตนแล้ว

เหมียวชูย่นจมูกกรอกโอสถเข้าปาก เส้นผมเล็ก ๆ บนศีรษะชี้ฟูราวกับปุยดอกตานเนื่องเพราะความขม ยังไม่ทันจะออดอ้อน ปลายลิ้นก็สัมผัสความหวานบางเบา เยว่หวั่นฉิงเตรียมผลไม้เชื่อมไว้เนิ่นนานแล้ว บัดนี้กำลังกะพริบตาให้

“พอแล้ว ๆ คืนนี้ข้าจะนอนกับลูก เจ้าไปนอนในห้องหนังสือเถิด” เยว่หวั่นฉิงเอ่ยอย่างเผด็จการ

ในยุคนี้เยว่หวั่นฉิงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีตัวตนได้ก็ด้วยตระกูลใหญ่โตของนางเป็นแรงหนุน อีกทั้งรู้ว่าบุรุษผู้นี้รักนาง

แท้จริงเหมียวเจ๋อหัวก็อยากนอนกับสองแม่ลูกนั้น แต่ขยับปากแล้วก็ไม่เอ่ยออกมา

หลังดับไฟ เหมียวชูขดตัวในอ้อมแขนมารดา ฟังเสียงฮัมเพลงขับกล่อมกำลังจะเคลิ้มหลับ

ไม่ได้ ยังนอนไม่ได้ มิติสวรรค์นี้เปิดได้อย่างไรกัน เหมียวชูคลำหยกอุ่นเย็นในกระเป๋า

ทันใดนั้นนางรู้สึกว่าหยกในมือกำลังร้อนขึ้น แถมมีแนวโน้มจะเล็กลง เปล่งแสงเขียวเรืองรองออกมาจากฝ่ามือ

เยว่หวั่นฉิงเฝ้ามองเด็กน้อยอยู่ตลอด เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าก็ยากจะเชื่อสายตา

หยกในฝ่ามือเหมียวชูหดเหลือขนาดลูกหินพลันแตกออกเป็นสองซีกค่อย ๆ ถูกดูดซับเข้าสู่มือตน เหมียวชูรู้ว่ามิตินี้กำลังมาถึง แต่นางต้องแสร้งทำเป็นเด็กน้อยตื่นตระหนก “แม่ เกิดอะไรขึ้นเพคะ”

เรื่องนี้เกินความรู้ของเยว่หวั่นฉิง นางอุ้มเหมียวชูขึ้นพลางร้องด้วยความตื่นตระหนกว่า “เจียวเจียว เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่”

ท่านพ่อเหมียวที่กำลังดีดลูกคิดในห้องหนังสือได้ยินเสียงก็รีบผลักบานประตูเล็กเข้ามาทันที

“ภรรยา เกิดอันใดขึ้น”

“ท่านพ่อ รีบมาดูเจียวเจียวของเราเร็วเข้า” เยว่หวั่นฉิงราวกับเห็นหลักใจ

เหมียวเจ๋อหัวเห็นเหมียวชูนั่งอยู่ระหว่างขาของมารดา ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

“พ่อ แม่ ลูกไม่เป็นไร เพียงแต่เหมือนลูกจะมีบ้านหลังใหญ่ที่คนอื่นมองไม่เห็น”

ครุ่นคิดอยู่นาน เหมียวชูยังคงตัดสินใจเล่าเรื่องมิติสวรรค์ให้พ่อแม่ฟัง เพราะด้วยโครงร่างเล็ก ๆ เช่นนี้ของนางก็แบกเสบียงหนีภัยสงครามไม่ได้ มองภาพเขียนในห้องที่ดูก็รู้ว่าล้ำค่าราคาแพง แต่ด้านล่างมีพู่กันจารึกอักษรคดเคี้ยวว่า ‘ท่านพ่อตัวร้ายกาจ’

นางเป็นบุตรสาวหนึ่งเดียวของบ้าน ดูท่าทางแล้วคงไม่ถูกมองว่าเป็นภูตผีกระมัง ไหนจะหยกของพ่อเฒ่าขี้เหนียวนั่นอีก

“เจียวเจียว ถ้าอยากได้บ้าน พ่อจะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้” เหมียวเจ๋อหัวคิดว่าสองแม่ลูกกำลังฝันกลางวัน

“พ่อแม่ดูให้ดีนะเพคะ!” เหมียวชูส่งเสียงใส ครั้นไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ก็ให้ความจริงเป็นตัวบอก

นางหยิบหมอนข้างเตียงขึ้นมา ใช้กระแสจิตเพียงหนึ่ง เฟี้ยวเดียวก็หายวับไปจากมือ

ร่างอวบท้วมของเหมียวเจ๋อหัวกระโจนไปด้านหน้า แว่นกรอบทองที่สวมพลางคิดเลขหล่นมาถึงปลายจมูก

สามีภรรยาต่างขยี้ตาคนละที หมอนหนุนหายไปแล้วจริง ๆ

“ลู… ลูกพ่อ เจ้าถูกผีสิงหรือไม่” นี่เป็นเพียงหนึ่งเดียวในคำอธิบายที่เหมียวเจ๋อหัวจะคิดออก

“ไปให้พ้นที ไม่ใช่หยกของเจ้าทำขึ้นรึ” ด้วยเยว่หวั่นฉิงผ่านเหตุการณ์มาอย่างโชกโชนแล้ว ย่อมไม่ยอมให้ใครมาสงสัยบุตรสาวนาง

“คุณหญิง หยกผืนนี้เจ้ารู้ ข้าพกติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ข้าเองก็ไม่รู้ว่าไปได้มาจากไหน” เหมียวเจ๋อหัวว่า

“ลูกพ่อ นี่คือวิทยายุทธ์หรือ?” บัดนี้เหมียวเจ๋อหัวมีแต่ความสงสัย

“ท่านพ่อ ในบ้านหลังใหญ่นี้มีเซียนตนหนึ่งอยู่ นางบอกว่าบ้านเรามีวาสนาฟ้า จุติลงมาเพื่อช่วยเราผ่านเคราะห์” เทพยดาชั้นฟ้าจงอภัยด้วย ในยุคนี้คำอธิบายที่ดูลึกลับแบบนี้ผู้คนพร้อมจะเชื่อมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

“บ้านเรามีเคราะห์?” ครานี้เยว่หวั่นฉิงก็สงสัยขึ้นมาเช่นกัน

“พ่อ แม่ พี่เซียนบอกว่าอีกประมาณสามเดือนพวกปีศาจจะมากวาดล้างที่นี่ บ้านเราไม่มีใครรอดพ้น”

“หือ? ปีศาจน้อยจะบุกมา! หรือว่าที่พ่อค้าหวังเจ้าเมืองพูดเมื่อเดือนก่อนจะเป็นจริง...” เหมียวเจ๋อหัวใจร้อนลนจนต้องเดินขึ้นไปนั่งบนเตียงด้วย พลันปิดปาก หันมองภรรยาอย่างรู้สึกผิด

ที่บ้านตนถูกเขาสั่งห้าม ไม่ให้พูดเรื่องแผ่นดิน

“หลีกไป ให้ลูกเราพูดดี ๆ” เยว่หวั่นฉิงตบใส่ท้ายทอยของท่านพ่อเหมียวอีกครั้ง ในมุมที่ไม่มีใครสังเกต เล็บมือของนางจิกเข้าไปลึกในผ้าห่มผ้าไหมปักลาย ข้อนิ้วขาวซีด

เหมียวชูรับรู้ถึงความสั่นของมารดาได้ มือเล็ก ๆ ลูบไล้มือใหญ่ของมารดาอย่างพยายามปลอบโยน อีกมือข้างหนึ่งลูบคลำคิ้วที่ขมวดแน่นของอีกฝ่ายอย่างงุ่มง่าม “แม่อย่ากลัว พี่เซียนจะคุ้มครองบ้านเราเพคะ นางบอกว่าสวรรค์ไม่อาจเผยแก่ใคร หากแต่ประทานบ้านหลังใหญ่มาให้เราใส่ของได้มากมายมหาศาล ยังให้เรารับเดินทางไปทางตะวันตกเฉียงเหนือแต่เนิ่น ๆ ด้วย”

“ไปทางตะวันตก... ตอนนี้ทางตะวันออกติดทะเล็กปีศาจน้อยเข้ายึดง่าย ทว่ารังบรรพชนเราอยู่ที่นี่มาหลายชั่วอายุคนแล้วนี่” เหมียวเจ๋อหัวพอได้ยินเหมียวชูพูดว่าให้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ หรือเซียนจะสั่งให้พวกเขาไปเข้าร่วมกับกองกำลังสีแดงนั่น?

แต่ในยามนี้ผู้คนไม่ไปเป่ยผิง ก็ไปเขตเช่า เอาเป็นว่าหนีไปทางภูผาป่าตะวันตกนั่น ใครก็จับไม่ได้

แผนของเหมียวชูคือไปส่านเหนือ ฐานะบ้านของนางต้องชำระล้างคราเดียวโดน มิฉะนั้นถึงครานั้นต้องไปกวาดถนนเป็นแน่

“ท่านพ่อ ขอเพียงครอบครัวเราอยู่พร้อมหน้า ที่ใดก็ไม่สำคัญ” เยว่หวั่นฉิงตบหน้าขาเด็ดเดี่ยวลงข้อสรุป

“เหินไกลไปสามพันลี้ สู้ได้นอนฝันเพียงราตรีบนเตียงตะวันออก” เหมียวเจ๋อหัวพลันคว้าบทกวีขึ้น อ้วนพีผลุบนั่งลงข้างบุตรสาว เตียงใหญ่ส่งเสียงครวญลั่น

“หากเป็นจริงดังนางเซียนว่า...”

แววตาของเขาแฝงประกายเยือกเย็น นั่นคือความเฉียบคมที่มีแต่พ่อค้าที่สั่งสมเงินนับหมื่นท่ามกลางกาลวินาศเท่านั้น

“เอาป้ายวิญญาณท่านปู่ท่านย่าของลูกไปด้วยเถิด”

“เจ้านี่มันท่อนไม้ หนีตายยังคิดถึงของตาย!” เส้นผมของเยว่หวั่นฉิงปลิวเข้าไปในปากระหว่างที่ดุพลาง

พลันนึกอะไรได้จึงพูดอีกว่า “ป้ายวิญญาณบิดามารดาของข้าก็ต้องเอาไปด้วย”

ตามธรรมเนียมแล้วบ้านสกุลเหมียวไม่ควรมีที่เซ่นไหว้บิดามารดาของภรรยา แต่เยว่หวั่นฉิงเป็นบุตรสาวเพียงผู้เดียวของบ้าน ทั้งยังออกเรือนไกล ไม่มีทางกลับไปกราบไหว้บรรพชนได้ จึงต้องมีสิ่งระลึกถึง

เพราะครานี้หากจากไปแล้ว แท้จริงไม่รู้จะหวนคืนมาเมื่อใด

เยว่หวั่นฉิงสองมือกอดแขนสามี มองไปนอกหน้าต่างยังฟ้าทะมึนมิด ขอเพียงครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ก็เพียงพอแล้ว

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com