หลังสงคราม โรงครัวในค่ายทหารอบอวลด้วยควันไฟ กลิ่นหอมของอาหารลอยไปไกล
ฟืนในเตาดินเผาลุกโชน คนครัวเฒ่าเถียนเปิดฝาหม้อเหล็กใบใหญ่ ไอข้าวสวยร้อน ๆ พร้อมกลิ่นหอมก็พวยพุ่งออกมาทันที ทำเอาทหารที่ต่อแถวรอตักข้าวพากันกลืนน้ำลาย
พลโทเหลยถือชามเคลือบไปนั่งลงข้างโต๊ะหินตรงมุมหนึ่ง แล้วกวักมือเรียกเหมียวหย่งที่เพิ่งเช็ดปืนเสร็จ “ต้าย่ง รีบมากินข้าวเร็ว!”
เหมียวหย่งเดินฉับ ๆ เข้าไปหา กำลังจะนั่งลง พลโทเหลยก็ตักข้าวพูนช้อนใส่ชามให้เสียก่อน “อายุไม่น้อยแล้วนะ ใกล้จะสามสิบอยู่รอมร่อ ทางกองทัพแนะนำผู้หญิงให้ตั้งบ้านหนึ่ง เธอทั้งรู้หนังสือ มีเหตุผล แล้วยังอดทนลำบากได้ อย่าปฏิเสธเลยน่า!”
ทหารสองสามคนที่อยู่แถวนั้นได้ยินแล้วก็พากันเข้ามารุมแซว หน้าเหมียวหย่งแดงก่ำขึ้นมาทันที เขาเกาท้ายทอยพลางหัวเราะแหะ ๆ ยกชามขึ้นตักข้าวเข้าปากคำหนึ่ง แต่จู่ ๆ ก็ชะงักไป
“เอ๊ะ วันนี้ข้าวดูไม่เหมือนเดิมเลย!” เขาหยิบเม็ดข้าวขึ้นมาหนึ่งเม็ด สีขาวใส เนื้อละเอียดกว่าข้าวกล้องที่เคยกินมาก เขาใส่เข้าปากเคี้ยวสองสามที กลิ่นหอมของข้าวก็อบอวลทั่วปาก อดอุทานไม่ได้ว่า “หอมจริง ๆ!”
ทหารหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ พยักหน้ารัว “นั่นสิ! ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยกินข้าวหอมขนาดนี้ กลืนลงไปแล้วยังรู้สึกอุ่นไปทั้งท้องเลย!”
พลโทเหลยตักหัวไชเท้าแห้งใส่ชาม พลางอธิบายยิ้ม ๆ “นี่เป็นข้าวที่ผู้ใจบุญในอำเภออันไซบริจาคมา ได้ยินว่าแซ่เหมียวเหมือนกันด้วย”
“จริงเหรอ?” ดวงตาเหมียวหย่งเป็นประกาย มือที่กำลังตักข้าวช้าลงอย่างไม่รู้ตัว หัวใจพลันไหววูบขึ้นมา เขานึกถึงนายท่านเหมียวเจ๋อหัวที่อยู่ไกลถึงเซี่ยงไฮ้ นายท่านพูดอยู่เสมอว่าพอสงครามต่อต้านญี่ปุ่นชนะแล้ว จะพาทั้งครอบครัวกลับบ้านเกิดที่มณฑลซานตง แต่ช่วงหลายปีมานี้การสู้รบหนักหน่วง จดหมายก็ขาดหายไปนานแล้ว
